Jul 02 2017

people

คุยกับ นักรบ มูลมานัส ศิลปินภาพคอลลาจกับนิทรรศการเดี่ยวครั้งใหม่

เมื่อนางสีดากับโมนาลิซาของชาวดัตช์มาเจอกัน

นักรบ มูลมานัส คือใคร?

 
เราชื่อ นักรบ มูลมานัส ตอนนี้ก็ทำหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่จะทำภาพประกอบ ทำปกหนังสือ แล้วตอนนี้ก็เริ่มเขียนหนังสือ เป็นฟรีแลนซ์นี่แหละ คือไม่รู้ว่าจะเรียกตัวเองว่าอะไรดี สมมติเราไปทำรูปลงนิตยสาร เราก็กลายเป็นนักวาดภาพประกอบ มาทำรูปติดในหอศิลป์ เราก็กลายเป็นศิลปิน เราเขียนหนังสือก็กลายเป็นนักเขียน เอาเป็นว่าเราเล่าเรื่องผ่านภาพอะไรแบบนั้น
 
โล้ชิงช้า - The Giant Swing
 

จากอักษรศาสตร์สู่ภาพคอลลาจ

 
คือจริงๆ เรารู้สึกว่าการเรียนอักษรฯ มันทำให้เรามีคอนเทนต์นู่นนี่ ได้อ่านหนังสือ แนวคิด ปรัชญา ศิลปะ แต่ละคนที่จบอักษรฯ ก็มีวิธีเล่าที่แตกต่างกัน อย่างพี่เต๋อ-นวพล ก็เอาเรื่องที่เรียนมาไปทำหนัง อย่างเราก็มีเรื่องที่อยากจะเล่าของเรา เราพยายามหาวิธีการเล่ามาปะกับสิ่งที่เราถนัด
 

ก้าวแรกสู่วงการศิลปะ

 
ตอนที่เรียนจบปีนึง เราเริ่มทำกราฟฟิคดีไซน์ทั่วไปนี่แหละ แต่เราก็เก็บภาพคอลลาจที่เราทำแล้วส่งไปตามแม็กกาซีน ตอนนั้นส่งไป 4-5 เล่ม มีตอบกลับมาเล่มนึงว่าผ่านการพิจารณา เดี๋ยวจะส่งบทความมาให้ ซึ่งก็คือนิตยสารดิฉัน คือมันคลาสสิคมาก อารมณ์แม่อ่านอ่ะ แต่มันก็ท้าทายมากนะเพราะเป็นคอลัมน์ตอบปัญหากฎหมายที่พูดถึงเรื่องผัวๆ เมียๆ เรื่องเงิน เรื่องทอง มันจะพูดประเด็นซ้ำๆ แต่เราต้องทำภาพประกอบให้มันแตกต่างกัน ก็ได้ฝึกจากตรงนั้นเยอะมากเลย
 
“ภาพคอลลาจคือความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบ”
 

ความสนุกของงานคอลลาจ

 
เราสนุกกับการหาความหมายของการเปลี่ยนแปลง เห็นในสิ่งที่มันมีอยู่แต่แรกแล้วมันเปลี่ยนไปในอีกรูปแบบหนึ่ง อาจจะเปลี่ยนโดยกลับตาลปัตรไปเลย อย่างเราหยิบรูป Mona Lisa มาใช้เพื่อหาวิธีพูดถึง Mona Lisa ในรูปแบบใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนให้อยู่ในบริบทไทย หรือเพิ่มเรื่องราวเข้าไป เราว่าสิ่งนี้มันสนุกดี ความสนุกของภาพคอลลาจคือความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบ สามารถทำอะไรเวี๊ยตๆ ได้มากมาย สมมติเราตัดรูปคนออกมาแล้วเอาหัวหมา หัวแมว หัวนู่น หัวนี่มาใส่ เราว่ามันเป็นการเปิดโลกจินตนาการที่กว้างไกลมาก
 
 

คลังภาพจากนิสัยชอบเก็บสะสม

 
สิ่งที่เราหยิบมาใช้มันก็จะมีพวกรูปเก่าๆ บ้าง รูปนู่น รูปนี่ มันต้องเก็บอยู่เสมอแหละ แล้วก็อาจจะเป็นข้อดีที่เรามีสันดานเก็บอยู่แล้วอ่ะ (ขำ) เราชอบซื้อนิตยสาร ชอบเก็บของเก่าๆ กระดาษ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ก็เลยมี source มาไว้ส่วนหนึ่ง แล้วสิ่งที่เก็บๆ มาเรื่อยๆ ก็เลยทำให้เรามีคลังทั้งภาพที่เป็นไฟล์และกระดาษ
 
เราจะเลือกใช้ภาพที่เก่าๆ แบบหลายร้อยปีไปเลย มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Public Domain ประมาณว่าถ้ารูปวาดมีอายุ 100 ปีไปแล้ว งานนั้นก็จะเป็นสมบัติของสาธารณชน เราก็สามารถหยิบมาใช้เล่าเรื่องราวต่างๆ ได้ อย่างคนที่หยิบ Leonardo da Vinci มาใช้ก็ตั้งแต่สมัย Duchamp ที่เติมหนวดให้ Mona Lisa แล้ว
 
“มันไม่ใช่การที่เราไปรำไทย ใส่ชุดไทย แล้วเราเป็นไทย
แต่มันเป็นการที่เรา Appreciate สิ่งที่มันหลากหลายมากกว่า”
 

ตัวตนของกรุงเทพฯ

 
จริงๆ เราเกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ เราก็คิดนะว่า Identity ของกรุงเทพฯ มันคืออะไร ความเป็นเรา ความเป็นนักเรียนไทยมันคืออะไร หรือศิลปะที่อยู่รอบตัวเราแบบที่ไม่ใช่รำไทยมันคืออะไร
 
เรารู้สึกสนใจเรื่องการประกอบสร้างส่วนต่างๆ ที่ประกอบให้เราเป็นเรา ให้กรุงเทพฯ เป็นกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ที่มีศาลเจ้าจีน มีโบสถ์พราหมณ์ มีวัด มันเป็นส่วนผสมที่สนุก คือทุกคนถูกประกอบขึ้นมาด้วยความเชื่อและความคิดที่หลากหลายมาก เราไปเชงเม้ง เราเล่นสงกรานต์ เราไปไหว้พระพิฆเนศ วาเลนไทน์เราก็ตื่นเต้น เราว่าอันนี้แหละมันคือความไทยที่แท้จริง มันไม่ใช่การที่เราไปรำไทย ใส่ชุดไทย แล้วเราเป็นไทย แต่มันเป็นการที่เรา Appreciate สิ่งที่มันหลากหลายมากกว่า
 

อิทธิพลของวรรณกรรมไทย

 
เราเรียนอักษรเอกไทยมาก็ต้องอ่านวรรณคดีเก่า หนังสือเก่า แล้วดันพบว่ามันมีภาพถ่าย ภาพเขียนที่ดูน่าสนใจแต่ไม่มีคนหยิบขึ้นมาใช้ หรือใช้ในบริบทเก่าๆ และพอมันเก่าคนก็ไม่ค่อยสนใจ ใครจะไปสนใจจิตรกรรมฝาหนังล่ะ คือมันสวยแหละ แต่ไม่ได้อยู่ในบริบทที่ร่วมสมัย เราเลยหยิบจับมันมาตัด ปะ แปะ และสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ตามแบบของเรา
 
เราพบว่ามันมีเรื่องราวที่สนุก น่าสนใจ แต่ว่าคนไทยไม่ค่อยสนใจ อาจจะเป็นเพราะคุณครูไม่ค่อย Inspire ตอนเด็กๆ เราก็จะเรียนท่องจำว่าอยุธยาเป็นราชธานี 417 ปี จะเรียนรู้ Fact แค่นั้น แต่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องอื่นๆ ว่าคนอยุธยามีความเป็นอยู่ยังไง แต่งเนื้อแต่งตัวยังไง มันไม่มีอะไรที่ Relate กับเราได้อ่ะ
 
 
“การทำคอลลาจมันคือการเสียสละสิ่งที่เรามีอยู่เพื่อสร้างสิ่งใหม่”

 

แรงบันดาลใจของนิทรรศการ Sacrifice

 
Sacrifice มันคือการบูชา การบวงสรวง การทำความเคารพ การบูชาครู งานคอลลาจของเราก็มีครูเหมือนกัน เพราะเราไปหยิบเศษเสี้ยวของ Leonardo da Vinci หรือรูปจากฝาผนังวัดพระแก้วมาอ้างอิงอีกครั้ง ซึ่งเราประทับใจสิ่งเหล่านั้น เลยหยิบออกมาให้มันอยู่ในที่ที่คนเห็นได้อีกครั้งนึง ก็เหมือนหยิบออกมาเพื่อให้ความเคารพถึงคนที่เขาทำงานมาก่อนเรา
 
สุดท้ายเราคิดว่าการทำคอลลาจมันคือการเสียสละสิ่งที่เรามีอยู่เพื่อสร้างสิ่งใหม่ เหมือนเราเสียสละหนังสือที่เราสะสมมาเนิ่นนาน (ขำ) เราเสียสละรูปภาพเก่าๆ เพื่อสร้างความหมายใหม่ บางทีก็ต้องยอมตัด ยอมเสียสละเพื่อให้มันเกิดแนวทางใหม่ ความคิดใหม่ มุมมองใหม่ให้เกิดขึ้น
 
"คนสมัยก่อนก็ทำกันมาตั้งนานแล้ว เขาเท่กันมาตั้งนานแล้ว"
 

ศิลปินในดวงใจ

 
โห ยากมาก เราจะไม่พูดว่าเป็นที่สุดแล้วกัน คนที่สร้างงานมาก่อนเรา เราให้ความเคารพเขาทั้งหมดนะ ถ้าเกิดพวกเขาไม่วาดรูปขึ้นมา เราก็หยิบรูปมาใช้ทำงานไม่ได้ แต่คนที่มีอิทธิพลกับเรามากๆ คือ Van Gogh ก็เป็นคนที่ทุกคนรู้จักนั่นแหละ ในสมัยก่อนคือทุกคนบอกว่าเขาเป็นคนบ้าเพราะเขาสร้างสิ่งที่ไม่เหมือนคนอื่น เขาเลือกใช้ฝีแปรงหรือสีสันที่มันไม่เหมือนคนอื่น แต่สุดท้ายเขาก็ได้รับการยอมรับเมื่อตายไปแล้ว 
 
เราเพิ่งไปอ่านหนังสือเจออีกคนคือเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ คือการที่บอกว่าช่างไทยไม่เท่มันไม่จริงเลย เพราะเจ้าฟ้าท่านนี้ก็เลือกที่จะสร้างวัดเบญจมบพิตรจากหินอ่อน เราว่ามันก็เป็นงานคอลลาจในแง่ที่เราเปิดตาดูว่าโลกไปถึงไหนแล้ว ถ้าเกิดเรายังคิดว่าวัดไทยต้องสร้างเป็นไม้เป็นปูนเท่านั้น เราก็จะได้วัดไทยแบบเดิมๆ แต่ท่านเจ้าฟ้าก็จัดการประยุกต์จากงานของฝรั่งมาทำวัดไทย หรือในหลวงรัชกาลที่ 5 ก็สร้างวังหลวงที่ตึกข้างหน้าเป็นแบบฝรั่งแล้วมีเจดีย์เป็นยอดไทยขึ้นมา จะเห็นว่าคนสมัยก่อนก็ทำกันมาตั้งนานแล้ว เขาเท่กันมาตั้งนานแล้ว
 
The Last Forenoon Meal
 

เทคนิคที่หายไป

 
เราได้ลองเทคนิคใหม่ๆ ในการทำนิทรรศการครั้งนี้หลายอย่างเลย อย่างเราพิมพ์ภาพออกมาแล้วให้ช่างไปลงรักปิดทองแล้วตัดเส้นอีกที ก็เป็นแบบเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังวัด แล้วก็ได้ลองทำภาพสามมิติ ซึ่งเราจะไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เลยถ้าอยู่หน้าคอมหรือตัดแปะอย่างเดียว งานหน้าๆ ของเราก็จะเล่นกับเทคนิคพวกนี้มากขึ้น โดยเฉพาะเทคนิคที่จะหายไป เราว่าน่าจะสนุกดี
 
สามารถเข้าชมนิทรรศการ Sacrifice ได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 ก.ค.
People's Gallery ห้อง T1-T2, ชั้น 2 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ถ.พระราม 1 เวลาทำการ อังคาร-อาทิตย์ 10.00-21.00 น. BTS สนามกีฬาแห่งชาติ