Apr 04 2017

art

แนวคิดเบื้องหลังพื้นที่สร้างสรรค์แห่งอนาคตที่ ช่างชุ่ย

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับพรุ่งนี้ที่รอคอยและเสน่ห์ของความชุ่ย

นาทีแรกที่ได้ยินชื่อ “ช่างชุ่ย” ในย่านธนบุรีใกล้ตั้งฮั่วเส็ง สิ่งที่ผุดขึ้นในหัวคำถามแรกคือ “พื้นที่นี้คืออะไร” และจะ “เป็นอะไร” ให้กับกรุงเทพฯ
 
ท่ามกลางความสับสนของชื่อและตัวตนของช่างชุ่ย พื้นที่แห่งนี้ก็เริ่มได้รับการแนะนำให้รู้จักว่าจะเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์แห่งใหม่ แต่การจะนิยาม “ช่างชุ่ย” ว่าเป็นเพียง “พื้นที่สร้างสรรค์” บนพื้นที่ขนาด 11 ไร่ (รวมพื้นที่จอดรถก็เกือบ 20 ไร่) ก็ดูจะเป็นการจำกัดความอันคับแคบให้กับที่นี่ไปอีก เพราะแนวคิดเบื้องหลังสถานที่แห่งนี้เป็นอะไรมากกว่าสิ่งที่เราเคยรู้จักมา ตั้งแต่แรงบันดาลใจไปจนถึงความพยายามในการสร้างขึ้นมาในแบบที่กรุงเทพฯ หรือพื้นที่อื่นๆ ในเมืองไทยไม่เคยมีมาก่อน
 
 
แต่ที่แน่ๆ คือเรารู้ว่า ช่างชุ่ยคือสถานที่สำหรับทุกคนที่อยากเห็นโลกในมุมต่างโดยผ่านการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานกันโดยคนหลากรุ่น ที่ซึ่งอายุจริงของทุกคนจะพร่าเลือน และหันมารู้จักกันด้วยความคิด ไม่ว่าคุณจะเป็น “คนสร้าง” หรือ “คนเสพ” หรือเป็น “คนให้” หรือ “คนรับ”
 
เรานั่งสนทนากับผู้ก่อตั้งอย่าง คุณลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ที่ไม่ได้มองเห็นเมืองไทยแค่วันนี้ แต่มองถึงการสร้างเมืองไทยใน “วันพรุ่งนี้” ที่ทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตด้วย "โอกาส" และ "ใจ" ที่กว้างขึ้น 
 
 

จุดเริ่มต้นแบบไม่ชุ่ย

ผมทำเสื้อผ้า Flynow มา 34 ปี เราเคยใฝ่ฝันอยากมีแบรนด์เป็นที่รู้จัก เป็นเด็กนครสวรรค์ที่มุ่งหน้ามากรุงเทพฯ ด้วยความคิด “ไม่ดัง-ไม่ดี-ไม่กลับ” มาแล้วก็ต้องไขว่คว้าหาความฝันตัวเองให้เจอ ทำมาหลายสิบปีจนมีชื่อเสียงในระดับไทยและต่างประเทศ ทำให้เราเห็นว่าแฟชั่นเป็นเรื่องของความแหลมคม ความ saturate มันเป็น value เป็น art ที่บวกคำว่า commercial เข้าไป ถ้าเราเข้าใจ art แต่ไม่เข้าใจคำว่า commercial เราก็ทำแฟชั่นไม่ได้ ถ้าเราทำแต่ art แล้วไม่เข้าใจ commercial เราก็ทำแฟชั่นไม่ได้เหมือนกัน
 
แล้วเราทำแฟชั่นมามากจน Flynow เริ่มเป็นสถาบันที่ผลิตดีไซเนอร์ออกมาหลายร้อยคน เราไม่ได้ใช้เด็กเพื่อเอาประโยชน์จากเขา เราใช้ให้เขารู้ว่าอนาคตต้องทำยังไง เราสอนเขาในเรื่องที่ควรจะรู้ และสอนในเรื่องที่เป็นตัวเขา ผ่านไปสัก 3 ปี เด็กของเราจะมีอาชีพได้ทุกคน แล้วในชีวิตเราก็มักจะเจอคนที่มีความตั้งใจอยากเป็นผู้ให้ต่อสังคม จนเรามาทบทวนชีวิตตัวเองและพบว่า เรา “ได้รับ” อยู่เสมอ เราเลยอยากเป็น “ผู้ให้” บ้าง แล้วตอนนี้ก็มีเพื่อนๆ ในวงการศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์พร้อมที่จะให้ด้วยกัน เราก็เลยสร้างพื้นที่นี้ขึ้นมา
 

จาก “รกร้าง” เป็น “สร้างสรรค์”

ตอนที่เรามองหาพื้นที่ ก็นึกได้ว่ามีพื้นที่ตรงนี้ที่ซื้อไว้นานแล้ว แต่มันกลายเป็นที่ทิ้งขยะขนาดใหญ่ เพราะเราไม่ได้พัฒนา ก็มีคนมักง่ายมาทิ้งขยะสูงกว่าตอม่อทางด่วนอีก ตอนเราเริ่มขนขยะออก ต้องใช้รถขนออกประมาณ 2,000 กว่าเที่ยว เสร็จแล้วก็ปรับพื้นที่แล้วก็ทิ้งไว้ 3-4 ปีจนต้นไม้ใบหญ้าก็ขึ้น
 
ตอนแรกคิดว่าจะทำเป็นออฟฟิศ ปลูกต้นไม้ใหญ่ให้เป็นป่าในเมืองเลย เพราะคิดว่าที่สุดแล้ว เมืองก็จะเจริญโดยไม่มีป่าอีก เราได้ปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ ก็จะดี แล้วเราก็ทำเป็น Garden Office ก็คงจะมีความสุข พนักงานของเรา 300-400 คนคงมาทำงานแล้วมีความสุข แต่สุดท้ายก็ไม่ตอบโจทย์ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงทำไปแล้ว เพราะคิดว่าเท่ เป็น Talk of the Town แต่จริงๆ ออฟฟิศมันอยู่ตรงไหนก็ทำให้ดีได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ สุดท้ายก็เลยคิดว่าจะจัดพื้นที่ตรงนี้ให้ก่อประโยชน์แบบสร้างสรรค์ดีกว่า
 

“คนไทยมีคนเก่งเยอะ แต่เป็นคนเก่งที่ไม่มีคนเห็น และมันเป็นปัญหาของประเทศ”

 
 

รวมคนใช้สมองซีกขวา

ผมเชื่อว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้เติบโตมา หลายคนมีฐานะดีก็มีโอกาส แต่หลายคน ผมว่าเขาเก่ง มีปัญญา แต่โอกาสเขาไม่มี เพราะว่าโอกาสน้อย ถ้าคุณไม่มีเงิน ไม่มีปัญญาเฉียบแหลมจริงๆ ไหวตัวยากมาก เพราะปัญญาในการสร้างสรรค์ในพื้นที่ให้กับชีวิต ต้องหมดไปกับการทำมาหากิน คนรุ่นใหม่ถึงได้ชอบอาชีพอิสระ ผมเลยคิดว่ามันน่าจะดีถ้าเราจะรวมสมองคนซีกขวา พวกคนที่ทำงานครีเอทีฟ design culture มาอยู่รวมกันก็น่าจะดี คนไทยมีคนเก่งเยอะ แต่เป็นคนเก่งที่ไม่มีคนเห็น และมันเป็นปัญหาของประเทศ ฉะนั้นเมื่อเห็นแล้ว จะสร้างเขาขึ้นมาได้ยังไง ให้โอกาสเขายังไง เพราะโอกาสมันคืออนาคต
 

“โอกาส” มีค่ามากกว่า “เงิน”

ในแวดวงศิลปะ ผมว่าเด็กไทยขบคิดเยอะ บางคนก็อยู่ในกรอบ บางคนก็หลงกรอบ มันมีรางวัลใหญ่ๆ ที่บอกว่า ทำงานแบบนี้แล้วได้รางวัล แต่เราก็เห็นเด็กบางคนทำงานโดยไม่ได้สนใจว่ากรอบคืออะไร เขาแค่อยากจะทำในสิ่งที่อยากทำ เมื่อเราเห็นสิ่งที่เขาอยากทำ และเห็นว่าน่าจะไปได้ ก็มาให้พลังเขาต่อ ให้เขาได้รู้ว่า เขามีความสามารถตรงไหน เมื่อเขามีความเชื่อมั่น เขาจะทำสิ่งนั้นได้ดี ผลงานทุกชิ้นก็เลยเป็นมาสเตอร์พีซ และสิ่งเหล่านี้มันคือเรื่องราวของช่างชุ่ย คือพี่ๆ เพื่อนๆ ช่างชุ่ยจะช่วยเจียระไนโอกาสของเขาในอนาคต
 
อย่างงานศิลปะแชนเดอร์เลียร์สัตว์ประหลาดของ เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ไม่มีใครเคยเห็นเลย แต่ถ้าใครเคยดูงานระดับนี้ จะรู้ว่ามันส่งไปงานแฟร์ได้สบายเลย แถมยังใช้เงินน้อยอย่างเหลือเชื่อ เขาเอาวัสดุที่เหลือใช้ เอาหลอด เอาเหล็ก เอาขวดที่ถูกทิ้งมาใช้ มารังสรรค์ใหม่ ตอนแรกพอบอกงบประมาณให้เขาทำ เขาก็บอกมันแพงไป และจะหาวิธีลด cost ให้ งานแบบนี้ ถ้าเป็นศิลปินชั้นนำ คงพูดกันเป็นสิบล้าน แต่โอกาสของเขามากมายกว่าเงิน การที่เด็กได้รับโอกาส นั่นคือบุญของเขา แต่ถ้าวันหนึ่ง เขาได้หยิบยื่นโอกาสให้กับคนอื่นอีก นั่นคือบุญที่มากกว่า เอ๋คือตั๋วอย่างหนึ่งของเด็กไทย ลองคิดดูว่า ถ้าเด็กแบบเขามีอนาคตพร้อมๆ กันจำนวนเยอะๆ คิดว่าประเทศนี้จะไปถึงไหน
 

“การที่เด็กได้รับโอกาส นั่นคือบุญของเขา แต่ถ้าวันหนึ่ง เขาได้หยิบยื่นโอกาสให้กับคนอื่นอีก นั่นคือบุญที่มากกว่า”

 
โคมไฟสัตว์ประหลาดของเอ๋ที่อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ของช่างชุ่ย
 

การทำงานของศิลปะ

มิวเซียมที่ดีต้องเป็นเรื่องใกล้ตัว ต้องเป็นการผสมผสานที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดียวกัน มันเป็นการมองในแบบที่คนดูมองได้ และเขาดูแล้วจะต้องกลับไปทำมาหากินเป็น มันเป็นนิยามของโมเดิร์นมิวเซียม ตอนนี้มันหมดยุคแล้วที่งานอาร์ตชิ้นใหญ่ต้องอยู่ในที่ๆ คนเคารพ ถามว่าสิ่งที่คนเคารพคืออะไร? สิ่งที่คนเคารพก็คือเรื่องที่เหมาะสมกับงานอาร์ตชิ้นนั้น คือกาละเทศะที่ควรจะเป็น
 
การให้ทุกคนไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมติดแอร์เย็นๆ ติดไฟสลัวๆ แล้วก็ใช้สมาธินั่งดูงานศิลปะ มันได้ผลจริงเหรอ? มันก็อาจจะจริงในเรื่องราวที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่พี่คิดว่างานศิลปะแต่ละชิ้น ถ้าอยู่ในที่ๆ ควรอยู่ มันจะสวยมากกว่าอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เพราะคุณพยายามให้ศิลปะไปอยู่ในห้องที่เขาไม่ได้ทำงานเลย แต่เวลาเขาอยู่ในที่ๆ ควรจะอยู่ เขาจะได้ทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วที่นี่มันคือสเปซทั้งหมดที่เราจะเล่นอะไรกับมันก็ได้
 

เสน่ห์ของความ “ชุ่ย”

หลายคนจะถามว่าช่างชุ่ยแปลว่าอะไร เอางี้ดีกว่า คนไทยชอบอิสระ ทำไงก็ไม่เสร็จ ทำให้เสร็จครั้งเดียวไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคนเยอรมัน เค้าเจาะกำแพงมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งมีเครื่องดูดฝุ่นรอ ประเทศไทยเจาะรูเดียวเลอะทั้งบ้าน แต่สุดท้ายถึงเวลาจะเสร็จก็เสร็จ ถึงเวลาเดดไลน์ก็ไม่รู้เอาแรงมาจากไหน ทำไม่หยุด เราเอาทุกอย่างมายำรวมกัน เสร็จแล้วก็ออกมาได้อย่างที่ต้องการ ออกมาสุกๆ ดิบๆ มีเสน่ห์ คือต่อให้คนไทยทำแบบคนญี่ปุ่น ซึ่งทุกอย่างเป็น perfectionist ให้ตายก็เป็นไม่ได้ แล้วให้ญี่ปุ่นมาทำแบบคนไทยก็ทำไม่ได้
 
บ้านเราติดท็อปโลกจากอะไรก็ไม่รู้ ต่างชาติเขามาเห็นแบบนี้ เขาไม่ได้คิดว่าชุ่ย แต่คิดว่ามันคือมุมมองอะไรบางอย่าง มันเป็นความไม่สมบูรณ์ จริงๆความสมบูรณ์แบบไม่มีหรอก มันคือการหลอกตัวเอง ผมไม่ชอบชื่อตั้งโครงการที่เหมือนอยู่บนสวรรค์แต่ความจริงน่าอาย แต่นี่เป็นโครงการชื่อน่าอาย แต่ก็ทำให้มันไม่น่าอาย ผมไม่ได้คิดว่าคำตอบผมถูกต้องที่สุด ชีวิตผมพยายามแสวงหาความ perfect มาทั้งชีวิต แล้วก็รู้ว่า ความ perfect ไม่มีหรอก นอกจากความทรมานของชีวิต แต่ตอนที่เราเริ่มปล่อยวางแล้วมองหาความสมบูรณ์แบบ เราก็มาเจอตรงนี้พอดี
 

"ต่อให้คนไทยทำแบบคนญี่ปุ่น ซึ่งทุกอย่างเป็น perfectionist ให้ตายก็เป็นไม่ได้ แล้วให้ญี่ปุ่นมาทำแบบคนไทยก็ทำไม่ได้" 

 
 

ทุนนิยม vs. สำนึก

เราไม่ได้ปฏิเสธทุนนิยม แต่พี่ว่าการพัฒนาต่อจากสังคมทุนนิยมจะเป็น “สำนึก” แล้ว เพราะคนยิ่งใหญ่ที่จากไป เขาพูดคำสุดท้ายคล้ายๆ กันหมดคือ “ไม่มีอะไรตามเราไปได้เลย” เราเข้าใจว่าทุกอย่างต้องอยู่ได้ในเรื่องธุรกิจ แต่ก็ต้องเป็นธุรกิจที่มีสำนึก ผมเชื่อในศักยภาพของ “การให้” ถ้าคุณให้ใหญ่เท่าไหร่ คุณจะได้รับสิ่งนั้น ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว แต่มีคนอีกมากมายที่ให้มากกว่าผม ถ้าเป็นไปอย่างที่เราดีไซน์ไว้ ก็เชื่อว่าที่นี่จะไปได้อย่างที่เราได้คิด ผมคิดอยู่นานนะกว่าจะทำ เรียกคนมาปรึกษา เรียกคนมาคุยกับเราเป็นร้อยคน เพื่อให้เขาคอมเมนต์ เพื่อให้รู้ว่าเรามาถูกทาง ที่สุดก็กลายเป็น “ช่างชุ่ย Thailand Tomorrow”
 
ถ้าคุณมีความคิดสร้างสรรค์ แต่คุณไม่เจอนักบัญชีที่ดี นักเศรษฐศาสตร์ที่ดี คุณก็เจ๊ง แต่ที่นี่จะมีคนช่วยบอกคุณว่า ทำธุรกิจยังไงให้ไม่เจ๊ง พื้นที่ขนาดนี้เอาไปสร้างศูนย์การค้าหรือคอนโดมีเนียมก็เป็นแสนตารางเมตร แต่ผมผมใช้พื้นที่ 2 หมื่นกว่าตารางเมตรตรงนี้ให้คนมาแชร์กัน จริงๆ ผมเชื่อว่า กำไรที่ได้คืออนาคตของเด็ก อนาคตของทุกคน ส่วนผมก็ได้ความสุข ถ้าทุกข์ก็เลิก ที่นี่คือจุดที่อยากจะพิสูจน์ มันอาจจะผิดก็ได้ และผมก็จะไม่เสียใจเลย แต่ถ้ามันถูก มันก็จะเป็นความรู้สึกที่ดีที่ในวันที่เราได้ทำเมื่อตอนอายุ 57 เพราะที่สุดแล้ว ถึงมันจะเป็นที่ผมสร้างขึ้นมา แต่สุดท้ายมันจะกลายเป็นที่ของทุกคน เพราะมันเกิดจากการที่ทุกคนมาร่วมกันหล่อหลอมที่นี่
 

ที่รวมความหลากหลาย

เราอยากเปิดให้ที่นี่เป็นที่นำเสนอมุมมองใหม่ ช่างชุ่ยผสมผสานไทยกับต่างชาติ 50/50 จะเป็นสถานที่แสดง exhibition สถานที่จัด talk ทั้งไทยและต่างประเทศ มีดีไซน์ ครีเอทีฟ ที่นี่มีโรงภาพยนตร์ ฉายหนังที่จากกลุ่ม Documentary Club ดูเสร็จก็มานั่งพูดคุยหลังดูหนัง มีคนรุ่นเก๋า รุ่นมาสเตอร์มาหามุมมองใหม่ที่นี่ มีศิลปินเพลงหลายสิบคนอย่าง บอย โกสิยพงษ์ มาทำให้มันเป็น “museum in the museum” ทุกคนเข้ามาได้ทำนิทรรศการของตัวเอง อาจจะมีละครดีๆ ในโรงละครที่ curated โดย พิเชษฐ กลั่นชื่น สำคัญคือมีที่กินอาหารดีๆ เพราะทุกคนในโลกนี้ ถ้าชวนไปกิน ไปก่อนเลย อิ่มแล้วค่อยดูหนังฟังเพลง แต่เราจะเลือกร้านเข้ามาทำ ถ้าจะทำกะเพราสักจาน ก็ต้องเป็นแบบกินแล้วไม่รู้ลืม เพราะที่นี่คือ “กับระเบิดทางปัญญา” ไม่ว่าจะเดินไปไหนต้องโดนความคิดเข้าสักอย่าง ทำให้ช่างชุ่ยเป็นที่ของการปล่อยพลังแห่งปัญญา
 

“ที่นี่คือ 'กับระเบิดทางปัญญา' ไม่ว่าจะเดินไปไหนต้องโดนความคิดเข้าสักอย่าง”

 
 

เชฟเมืองท่าระดับ Michelin

บนเครื่องบินเก่าของที่นี่จะมีร้านอาหารชื่อ Na-Oh (กลับคำมาจากชื่อเรือ Noah) เป็นการรวมเอาความสุดยอดในระดับที่แตกต่างเข้าไว้ด้วยกัน คนที่ขึ้นระดับสุดยอดได้ ต้องเชี่ยว ต้องเข้มข้น ต้องละเอียดทุกมิติ และเราก็เชื่อว่ามีคนไทยที่เข้มข้นแบบนั้นอยู่ แต่เช่นเดียวกัน ทุกวงการในประเทศนี้ ขาดโอกาสที่จะมีคนมองเห็น และเชฟแอนดี้ ยังเอกสกุล (อดีตเชฟ 1 ดาว Michelin จากร้าน Rhong Tiem ในนิวยอร์กเมื่อปี 2010) ก็จะทำหน้าที่เป็นเชฟเมืองท่า เป็น curator ที่จะคัดเลือกว่า ใครคือคนที่จะเหมาะมาทำอาหารที่ Na-Oh ผมเชื่อว่ามีคนด้อยกว่าเชฟแอนดี้ และเก่งกว่าเชฟแอนดี้ แต่เชฟแอนดี้มีใจกว้างพอที่จะเชิญคนที่ใหญ่กว่า หรือเท่ากัน หรือเล็กกว่ามาทำงานร่วมกัน หลายคนบอกน่าจะเอาเบอร์นั้นเบอร์นี้มา แต่ผมบอกว่า แล้วยังไง? เขามาแล้วเขาก็ไป แต่นา-โอห์ต้องอยู่ 365 วัน เชฟแอนดี้เขาต้องเป็นตัวยืนที่นี่ พี่ว่าตรงนี้ทำให้สนุก
 

กินแบบ “Cross Culture”

อย่าลืมว่าอาหารไทยตอนนี้ถูกจับตามอง และเชฟไทยที่ทำอาหารไทยจริงๆ เชฟที่ดังระดับโลกก็มาเรียนกับเชฟไทยแบบเงียบๆ กับพวกแม่ๆ ทั้งหลาย แต่เขาก็ใส่จิตวิญญาณของเขาลงไป และมีโอกาสที่จะนำเสนออาหารออกมามากกว่า ฉะนั้นเราเปิดที่นี่ให้เป็นที่ของโอกาส พี่ไปกินร้านข้างทางบางร้าน ร้านแม่นั้นแม่นี้ พี่ว่ามันอร่อยกว่า Michelin อีกนะ แล้วมันก็ยังมีป้ายนั่นนี่แปะให้เขา แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย
 
รางวัลคือการกำหนด status อะไรบางอย่างเชิงวัฒนธรรม แล้วคนก็ยอมรับในสิ่งนั้น โอเค ถ้าคนยอมรับ เราก็ถือว่าการมีเชฟเข้ามาสักปีละ 12 คน หรือมากกว่านั้นเป็นร้อยคน ได้ร่วม collaborate กับคนไทย ก็ทำให้คนของเราได้เห็นการทำงาน standard ของเชฟที่เข้ามา ทำให้เราได้เรียนรู้ และตัวเชฟที่เข้ามาเองก็อาจเห็นมุมมองใหม่ เขาไม่ได้คิดว่าเป็นคนให้แค่อย่างเดียว แต่เขาอาจจะเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับ เผลอๆ เขาอาจจะรับกลับไปมากกว่าด้วยซ้ำ นี่คือการ cross ที่มันจำเป็น เราต้องเปิดโอกาสให้คนไทยได้เชื่อมโยงกับโลกใบนี้
 
 

“แมลง” อาหารแห่งอนาคต

สำหรับ Southeast Asia เรากินแมลงกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว เราแค่มีความรู้สึกว่าไม่เหมาะไม่ควรในยุคนี้ มันยี้ มันอะไรต่างๆ ตอนนี้คุณแค่เข้าใจว่าคุณต้องกินเนื้อ กินหมู กินไก่ หรือสัตว์ที่คุณเคยกิน แต่โลกใบนี้มันมีบางสิ่งที่มีค่ามากกว่าที่คุณรู้อีก แล้วมันมีอะไรยิ่งใหญ่เท่ากับการศึกษาเรื่องแมลงอีกล่ะ มันยิ่งใหญ่จริงๆ นะ แมลงมันไม่ได้มีแค่โปรตีน แต่มันมีอะไรมากมายมหาศาลซ่อนอยู่ในนั้น ถ้าคุณเข้าใจธรรมชาติ มันก็มีอะไรเยอะแยะที่จะบำบัดรักษาคุณ และถ้าคุณลงลึกไปในแมลงอีก เข้าไปในเชิงวิทยาศาสตร์ หรือโภชนาการ จะพบว่ามันสนุก มันน่าค้นหา เราก็เลยคิดมันออกมาเป็นร้านอาหารอีกแห่งชื่อ Insect in the Backyard
 

“การศึกษาเรื่องแมลง มันยิ่งใหญ่จริงๆ นะ แมลงมันไม่ได้มีแค่โปรตีน แต่มันมีอะไรมากมายมหาศาลซ่อนอยู่ในนั้น”

 

ไม่มีอะไร “ไร้ค่า”

ผมเชื่อว่า Nothing is useless ไม่มีอะไรที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ผมเป็นคนบ้าเก็บของ สะสมของเก่ามานาน 30 ปี เก็บตั้งแต่ของก๋องแก๋งจนถึง Masterpieces ระดับ museum piece เลย เราเก็บทุกอย่างที่เราคิดว่าเราสัมผัสเขาได้ มันสอนเรา มันมีกลิ่น มีจิตวิญญาณ เราไปเจอที่ขายของเก่า มีซากหน้าต่างสังกะสีไว้ขายคนจน แต่เศรษฐกิจแบบนี้ ขายไม่ออก ตอนนี้คนจนไม่มีตังค์ กลายเป็นต้องบริจาคแทน ก็เลยขอเหมาสังกะสีจากหลายเจ้ามาหมดเลย
 
จากของที่ไม่มีค่ากลับมารียูสใหม่ ใส่ปัญญาของเราเข้าไป ทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ ไม่ต้องทำอาคารบ้านไทยแบบไทยจ๋า แต่ทำให้เป็นค่ากลางออกโมเดิร์น คนไทยมาก็ได้กลิ่นมุมมองความเป็นไทยอยู่ชัด ผมว่ามันท้าทาย เป็นการสร้างชิ้นงานชิ้นใหญ่ขึ้นมา ทำให้มันกลับมามีชีวิตใหม่ที่นี่ เครื่องบินหนึ่งลำกว่าจะสร้างขึ้นมาได้ มันคือที่สุดของนวัตกรรมมนุษย์ ตั้งแต่วิศวกร นักออกแบบ เราเห็นก็ชอบก็เลยซื้อเก็บไว้ และเอามาไว้ที่นี่
 
 

“อดีต” คือต้นแบบความทันสมัย

เรื่องที่ทันสมัยที่สุด คือเรื่องที่มาจากอดีต เราไม่ได้บอกประเทศยุโรปเขาเจ๋ง แต่คนต่างชาติ คนที่มาเมืองไทยก็บอกเมืองเราเจ๋ง ถ้าเราถามเขาทำไมเราเจ๋ง ก็จะรู้ว่าทำไมฝรั่งชอบผัดไทย ผัดไทยไม่ใช่ชุ่ย ผัดไทยเกิดจากการที่ประเทศต้องอยู่ให้ได้จากการเอาข้าวที่หักเสียหายมาบดทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว แล้วถ้ากินกันขนาดนี้ประเทศจะประหยัดได้เท่าไหร่ อาหาร street food เราก็ติดอันดับโลก แต่ถ้าเอา street food ไปวัด standard โลกนี่เราสอบตกหมดเลยนะ แต่ฝรั่งก็ยังบอกประเทศเราเจ๋ง แล้วมีอะไรอีกมากมายที่ทำให้เขาอยากมาอยู่ เราปลูกบ้านเสร็จเรามีผักสวนครัวรั้วกินได้
 
ผมไปยุโรป ไปโรงแรมดีที่สุด นึกว่าจะมีแต่สวนยุโรป เปล่าเลย เขาทำเหมือนสวนไทยคือทุกอย่างกินได้หมด นี่มันไทยชัดๆ และคนที่พัฒนา ต้องเข้าใจการอนุรักษ์ ถ้าไม่เข้าใจการอนุรักษ์ อย่าพัฒนา คนที่อยู่นอกกรอบได้ ต้องรู้ว่าในกรอบมีอะไร ค่อยออกนอกกรอบ คนที่จะต้องพัฒนาอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากกรอบ ต้องรู้จักรากเหง้าของกรอบ ถ้าคุณไม่รู้จักรากเหง้า นี่โคตรเศร้าเลยนะ พี่เป็นคนที่ถ้ามีกฎเกณฑ์ ถึงจุดหนึ่ง พี่ต้องทำลายมัน เมื่อมันตั้งได้ปุ๊ป ก็ต้องหาวิธีทำลายมัน แล้วค่อยหาวิธีการตั้งมันแบบใหม่ขึ้นมา พอตั้งได้ พี่ก็ทำลายมันอีก พี่ว่ามันสนุก ผมอยากเห็นให้ที่นี่มีการแลกเปลี่ยนกัน ผมไม่คิดว่าผมต้องไปหลงใหลความเป็นฝรั่งมังค่า ชีวิตมันถึงจุดที่เราต้องแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันแล้ว
 

“คนที่อยู่นอกกรอบได้ ต้องรู้ว่าในกรอบมีอะไร คนที่จะต้องพัฒนาอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากกรอบ ต้องรู้จักรากเหง้าของกรอบ ถ้าคุณไม่รู้จักรากเหง้า นี่โคตรเศร้าเลยนะ”

 

ให้เด็กเป็น “ครู”

เราคิดว่าสังคมเดินทางมาถึงตรงนี้ เราจะทำยังไงให้คนรุ่นใหม่มีที่ยืน ผมอยากเชื่อมคนหลายเจนเนอเรชั่นเข้าด้วยกัน ผมแก่แล้ว เป็นผลผลิตของเบบี้บูม อาจจะมีคนอายุ 60 ปีมาที่นี่ แล้วเอาอายุไปเก็บไว้ก่อนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดกัน พลังในการเชื่อมโยงคนใน 3-4 เจนที่พูดถึง คือพลังที่สวยงาม คนรุ่นเก่ารุ่นใหม่มีอะไรดีเล่าสู่กันฟัง ผมเชื่อเสมอว่า อาจารย์ที่สอนผมมาส่วนใหญ่อายุไม่ถึง 30 ทั้งนั้น และผมต้องฟังเขา เขากำลังสอนอะไรหลายๆ อย่างให้กับผม คนพวกนี้ก็คือลูกน้องผมนั่นเอง ทุกวันผมมีความสุขกับการคุยกับเด็ก บางครั้งกินข้าวก็ขอไปกินด้วย
 
เด็กๆ กินข้าวคุยกันแล้วฟังไม่รู้เรื่อง กลับมาก็ขอให้เขาช่วยบอกหน่อยเพลงที่ฟังประจำคืออะไร เว็บที่เข้าประจำคืออะไร ถ้าเรามีใจกว้างพอ นี่คืออาจารย์ของเรา ถ้าเราอยากเป็นผู้นำที่ดีเราต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ผมมีเพื่อนหลากหลาย บางคนเด็กกว่ามากๆ เด็กกว่าลูกผมไปจนถึงคนอายุ 80 ก็ยังเจี่ยเต้ (กินน้ำชา) กันอยู่ เพราะมันสนุกที่เชื่อมโยงกันหมด ผมไม่ได้สนใจว่าผมอายุเท่าไหร่ ผมสนใจว่าผมจะทำอะไรได้บ้างด้วยร่างกายที่ยังแข็งแรง มีศักยภาพผมจะทำอะไรได้ให้กับสังคมนี้
 
 

“อาจจะมีคนอายุ 60 ปีมาที่นี่ แล้วเอาอายุไปเก็บไว้ก่อนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดกัน พลังในการเชื่อมโยงคนใน 3-4 รุ่นที่พูดถึง คือพลังที่สวยงาม”

 

ชีวิตที่มีตัวตน

การใช้ความคิดสร้างสรรค์ คุณต้องหาตัวเองให้เจอว่า “คุณคือใคร” สันดานและนิสัยคุณจริงๆ คือใคร มันจะมีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี เอาเรื่องดีเป็นตัวตั้ง เอาเรื่องไม่ดีเป็นประสบการณ์ เพราะเรื่องไม่ดีมันก็สวย เรื่องดีมันก็สวย แต่คุณต้องหาตัวตนคุณให้เจอ และคุณต้องมีตัวตนของคุณไปตลอดทั้งชีวิต จริงอยู่ คุณอาจจะต้องเห็นต้องลองอะไรไปมากมาย ก็ไม่เป็นไร เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณต้องทำ แต่คุณต้องมีตัวตน การมีชีวิตที่มีตัวตน มันคือชีวิตที่มีค่ามากๆ การมีชีวิตที่ไม่มีตัวตน มันคือชีวิตที่ไม่ใช่ชีวิต ฉะนั้น วันนี้ถ้าทุกคนมีชีวิตเป็นของตัวเอง และทำสิ่งนั้นให้มีคุณค่า เจียระไนมันขึ้นมาจากการทุ่มเท บ้าคลั่งไม่มีที่สิ้นสุด มันจะสุดยอดมาก  
 
 

เมืองไทยวันพรุ่งนี้

มนุษย์มีอยู่ 3 คำ คือ Yesterday Today และ Tomorrow อดีต ปัจจุบัน อนาคต อดีตผ่านไปแล้ว แต่การผ่านไปของมนุษย์ สาระการผ่านไปมีประโยชน์อะไรกับชีวิต บางคนใช้อดีตมาทำให้ชีวิตอับเฉา กัดกร่อนชีวิต แล้วทำไมไม่เอาสิ่งนี้มาเป็นประโชน์กับชีวิต ใช้ความเจ็บปวด ความล้มเหลวมาเป็นการเรียนรู้ ผม believe คำว่า “now” ผมเชื่อว่าการทำ “ตอนนี้” ให้ดี ก็คือ “พรุ่งนี้” ที่ดี เราก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง รักแผ่นดินนี้ เกิดที่นี่ มีความตั้งใจอยากให้ประเทศนี้ดี เราได้ทำแบรนด์สักแบรนด์ที่คนต่างชาติรู้จัก ที่เราทำช่างชุ่ยนี่ไม่เกี่ยวกับ Flynow เลย มันเป็น need เป็น passion และสำนึกของผมเองที่อยากทำเรื่องนี้ พอที่นี่สร้างเสร็จจะทำให้เห็นว่า เงินจำเป็นแต่ไม่สำคัญเท่าชีวิต ความจริงแล้ว “ปัญญามนุษย์” ที่คิดได้ว่าจะทำอะไร “ก่อนตาย” ต่างหากที่จะทำให้เรามีค่าขึ้น
 

ช่างชุ่ย 460/8 ถ.สิรินธร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 081-817-2888 FB: www.fb.com/ChangChuiBKK เว็บไซต์ www.changchuibangkok.com (เปิดทำการปลายเดือนพ.ค.)