Sep 06 2017

city living

7 คำแนะนำสำหรับชาวออฟฟิศที่ยุ่งจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย

ประหยัดกว่าไปฟิสเนตชัวร์

 1. ใช้เทคนิค Pomorodo

 

 

เทคนิค Pomorodo นั้นเหมาะสำหรับชาวออฟฟิศที่มักนั่งทำงานหน้าคอมฯ จนลืมเวลา พอทำติดต่อกันนานๆ นอกจากสมองจะตื้อแล้ว บางคนอาจถึงขั้นสุขภาพพัง สุขภาพจิตเสีย เรียกว่านั่งทำไปทำมาอาจต้องเข้าโรงพยาบาลโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้  

 

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ เทคนิค Pomorodo นั้นทำได้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน โดยแค่แบ่งช่วงเวลาการทำงานออกเป็นช่วงๆ ช่วงละ 25 นาที และคั่นเวลาพักเบรก 5-10 นาที ให้เรายืดเส้นยืดสายหรือลุกเดิน ใครขี้เกียจกดตั้งเวลาเอง ลองเข้าไปเล่นที่ tomato-timer.com ดู แล้วกลับไปลุยงานกันต่อเลย


2. แพ็คมื้อเที่ยงมากินเอง

 

 

อย่ามองว่าการเตรียมอาหารมาเองเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะสำหรับชาวออฟฟิศหลายๆ คนที่ยุ่งจนต้องนั่งกินข้าวหน้าคอมอยู่บ่อยๆ การแพ็คอาหารมาเองนั้นดีกว่าการเข้าร้านสะดวกซื้อเยอะ เพราะเราสามารถเลือกทำอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า และเลือกคุมแคลได้ แถมถ้าแพลนเมนูอาหารไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เสาร์อาทิตย์ ยังจะช่วยให้ประหยัดเงินกว่าด้วย ถ้าใครไม่อยากต้องมานั่งคิดว่าวันนี้จะกินอะไร นี่อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แถมเดี๋ยวนี้มีสารพัดสูตรอาหารคลีนง่ายๆ ให้เราทำตามได้เต็มไปหมด  


3. อย่าลืมดื่มน้ำ

 

 

 

แม้จะเป็นคำแนะนำที่ได้ยินมาแต่ไหนแต่ไร แต่หลายครั้งเราก็ขมักเขม้นอยู่กับงาน หรือประชุมเช้า สาย บ่าย เย็น กว่าจะมีเวลามานั่งทำงานอีกทีก็ใกล้หมดวันแล้ว นอกจากจะยุ่งจนไม่ได้กินข้าวเที่ยงแล้ว อาจจะลืมดื่มน้ำด้วย ทุกคนคงได้ยินตั้งแต่สมัยเรียนประถมว่าน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 2 ใน 3 ของร่างกาย และสำคัญรองลงมาจากอากาศ ถ้าเราไม่ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายต้องการแล้ว นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพ ระบบเผาผลาญร่างกายก็อาจช้าลง หันมาอีกที น้ำหนักอาจขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ใครที่รู้ตัวว่าลืมดื่มน้ำบ่อยๆ ลองดาวน์โหลดแอป Waterlogged หรือ Daily Water มาใช้ดูนะ


4. งดใช้โซเชียลก่อนนอน

 

 

เราทุกคนทราบดีว่าการนอนหลับเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ทุกวันนี้ ชาวออฟฟิศหลายคนอาจประสบปัญหาพักผ่อนไม่เพียงพอ ยิ่งใครที่เข้างาน 8-9 โมงเช้า แค่ต้องตื่นแต่ไก่โห่ไปฝ่ารถติด เบียดเป็นปลากระป๋องบน BTS เพื่อไปเข้างานให้ทันเวลา กว่าจะเลิกงานก็เย็น กลับถึงบ้านก็ดึก ยิ่งใครติดโซเชียล มีเดีย หรือซีรีส์หนักๆ กว่าจะได้นอนก็อาจจะตีสองตีสาม ทางที่ดีที่สุดคืองดใช้โซเชียลก่อนนอน รวมถึงการดูจอไอแพดหรือโทรทัศน์ แล้วหันมาอ่านหนังสือ สวดมนต์ หรือเขียน to-do list สำหรับวันพรุ่งนี้แทน  


5. เลือกขึ้นบันไดแทนลิฟต์

 

 

สำหรับใครที่ออฟฟิศอยู่ชั้น 48 และถ้าเดินขึ้นบันไดคงจะไม่รอดแน่ๆ อาจจะคิดว่าคำแนะนำนี้ใช้ไม่ได้จริงเท่าไร แต่หากเราลองนึกดีๆ แล้ว มีหลายครั้งที่เราสามารถเลือกเดินแทนการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เปลี่ยนจากขึ้นบันไดเลื่อนบนรถไฟฟ้ามาใช้บันไดธรรมดา หรือลองไม่นั่งพี่วินแล้วเดินระยะทางสั้นๆ แทน ยิ่งถ้าใครที่มีเวลาหน่อย อาจจะลงรถไฟฟ้าหนึ่งสถานีก่อนถึงออฟฟิศแล้วเดินออกกำลังกายก็ยิ่งฟิตใหญ่


6. ออกกำลังกาย 10-15 นาทีตอนเช้า

 

 

จริงอยู่ที่หลายคนอาจเถียงในใจว่าตนเองไม่มีเวลา แต่จริงๆ แล้ว แค่ตื่นเช้าขึ้นอีกนิด เล่นมือถือน้อยลงอีกหน่อย แล้วเผื่อเวลาออกกำลังกาย 10-15 นาทีตอนเช้า แค่นี้ก็ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าตลอดวันแล้ว แถมสมองก็ปลอดโปร่งคิดงานได้ฉลุยด้วย ถือเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจไปด้วยกันเลย  


 

7. เลือกกินขนมแคลต่ำ

 

 

สายหวานอาจรู้สึกไม่เติมเต็มถ้าไม่ได้กินขนมหลังมื้อเที่ยง (แหม กระเพาะของคาวกับหวานมันแยกกันนี่เนอะ) ยิ่งถ้าทำงานหนัก การตุนขนมไว้แก้เครียด แก้หิว เคี้ยวเพลินๆ ยิ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ขนมอร่อยแน่นอนว่ามักมากับปริมาณแคลที่สูง ฉะนั้น ควรเลือกขนมที่ให้พลังงานต่ำ ซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ


ถ้าใครคิดไม่ออก เราแนะนำให้ลองชิม ไอศครีม LaFrutta Yogurt Lychee จากเนสท์เล่ ที่นอกจากจะได้ความสดชื่นของลิ้นจี่แล้ว ยังสอดไส้โยเกิร์ตแท้ๆ จากฝรั่งเศส ทั้งหวานอร่อย และความดีงามคือเป็นสูตร Low-Fat แถมให้พลังงานแค่ 70 แคลเอง เป็นอีกทางเลือกสำหรับชาวออฟฟิศสายหวานที่งานยุ่งจนเข้าขั้นวิกฤตเลยล่ะ

 


Illustration by: Nutnicha Nuttanakorn