Jul 18 2017

city living

ดีทอกซ์สมองและจิตใจด้วยหนังสือรวมเทรนด์งานคราฟต์แห่งปี 2018

Digital Detox ในรูปแบบงานคราฟต์

ก่อนอื่นถ้าหากใครยังสงสัยว่า SACICT คือใคร วันนี้เรามีคำตอบ เพราะนี่คือที่มาและจุดตั้งต้นของอนาคตงานหัตถกรรมและหัตถศิลป์ไทยเลยก็ว่าได้

 

แต่ถ้าพูดมาถึงตรงนี้แล้วอาจทำให้ใครหลายคนเบือนหน้าหนี เพราะยังติดอยู่กับภาพเดิมๆ ที่แสนจะเชยจากแค่คำว่า "งานหัตถกรรม" งั้นถ้าใครจะสะดวกใจเรียกมันว่า "งานคราฟต์ไทย" เพื่อเพิ่มความฮิปขึ้นมาอีกหน่อยก็ได้ ไม่ว่ากัน

 

 

มาเริ่มต้นจากการรู้จัก SACICT ที่ย่อมาจาก The Support Arts and Crafts International Centre of Thailand กันก่อน เพราะนี่คือองค์การมหาชน ผู้นำเทรนด์ด้านงานคราฟต์ไทย ที่สนับสนุนการร่วมมือกันของกลุ่มดีไซน์เนอร์ ช่างฝีมือ และกลุ่มผู้ใช้ โดยโฟกัสทั้งเรื่ององค์ความรู้ดั้งเดิม (Local Wisdom) มาผสานเข้ากับดีไซน์เพื่อสร้างงานหัตถศิลป์ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน (Today Life's Crafts)

 

คุณศรัณย์ เย็นปัญญา Story Teller และ ดีไซน์เนอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือ SASICT CRAFT TREND 2018

 

และล่าสุดคือความเคลื่อนไหวในวงการงานคราฟต์ไทยที่เราพลาดไม่ได้ กับการเปิดตัวหนังสือ SACICT CRAFT TREND 2018 ในหัวข้อ Social Craft Network 

 

ซึ่งนอกจากจะมีเนื้อหาที่รวบรวมเรื่องเทรนด์งานออกแบบในปีถัดไปแล้ว ยังบอกเล่าถึงประเด็นหลักเรื่องงานคราฟต์ที่เชื่อมโยงกับการ "เปิดรับ" ความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีและสื่อโซเชียล และ "หลบหนี" ความวุ่นวายที่เกิดจากสื่อเหล่านั้นไปพร้อมๆ กัน

 


"เปิดรับ" เพื่อการต่อยอดงานคราฟต์

 

สำหรับปี 2018 ดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งปีทองแห่งงานคราฟต์ ทั้งนี้ก็มีผลมาจากสื่อโซเชียลที่ทำให้โลกเหมือนจะแคบลง และการติดต่อระหว่างสามตัวแปรหลักในการสร้างงาน คือ ช่างฝีมือ ดีไซน์เนอร์ และกลุ่มลูกค้า เป็นไปได้อย่างง่ายดาย มีการรวมกลุ่มและแชร์ไอเดียจากคราฟเตอร์ทั่วโลก 

 

 

 

"จึงถือได้ว่าการเปิดรับเทคโนโลยีเพื่อสร้าง "เครือข่ายและกลุ่มสังคม" ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันแบบนอกรอบ ข้ามสายอาชีพ ข้ามความถนัด และข้ามทวีป ทำให้งานหัตถศิลป์สามารถบูรณาการไปได้ไกลมากขึ้น"

 

ในปีต่อๆ ไป เราจึงเชื่อว่างานหัตถศิลป์ไทยจะสามารถไปไกลในระดับโลก ดีไซน์เนอร์ไทยสามารถร่วมงานกับช่างฝีมือของต่างชาติได้ และในทางกลับกันช่างฝีมือไทยและกลุ่มผู้ผลิตก็สามารถขยายตลาดออกไปทั่วโลกจากอิทธิพลทางโซเชียลมีเดียได้เช่นกัน


"หลบหนี" เพื่อการผ่อนคลายจากสื่อโซเชียลด้วย Digital Detoxing

 

แต่ถ้าเราสังเกตดีๆ จะพบว่าการเสพสื่อจากโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มากเกินไปอาจทำให้ทั้งสมองและจิตใจรู้สึกสบสนวุ่นวาย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้บุกเบิกหนังสือเล่มนี้ทุกท่าน อย่างคุณแสงระวี สิงหวิบูลย์ คุณเจรมัย พิทักษ์วงศ์ และคุณศรัณย์ เย็นปัญญา เห็นพ้องต้องกันว่างานคราฟต์ทำมือสามารถดีทอกซ์สมอง ทำให้เราหลบหนีจากความวุ่นวายจากการเสพสื่อเกินจำเป็นนี้ได้

 

"ความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันย่อมมีผลต่อเทรนด์ของงานออกแบบ"

 

 

การหลีกหนีความวุ่นวายจากโลกดิจิตอลมานั่งพักหรือนอนเล่น ล้วนต้องอาศัยการออกแบบงานคราฟต์ที่ดีมารองรับเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการพักผ่อนหรือช่วยสร้างสมาธิ

 

ดังนั้นเทรนด์การออกแบบในอนาคตอาจต้องคำนึงถึงรูปแบบ วัสดุ และฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีความเรียบง่าย ไม่ซ้ำซ้อน เป็นงานคราฟต์ที่ช่วยทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและมีหน้าตาที่ดูเป็นมิตร ผ่อนคลาย และเบาสมอง

 


Mass x Clusivity เพื่อสร้างการบูรณาการอย่างลงตัว 

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจซึ่ง SACICT ได้กล่าวทิ้งทวนเอาไว้อย่างน่าคิด คือการผสานเอาระบบอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในงานคราฟต์เพื่อลดต้นทุน แต่ถึงอย่างนั้นนักออกแบบก็ยังต้องไม่ลืมสเน่ห์และเอกลักษณ์ของงานคราฟต์ด้วย

 

ดังนั้นนี่จึงเป็นการหาข้อสรุปร่วมกันระหว่าง นักออกแบบ ครูช่างฝีมือ และระบบอุตสาหกรรมให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว แต่ยังคงกลิ่นอายของงานแบบทำมือเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

 


นอกจากนี้หนังสือ SACICT CRAFT TREND 2018 โดยองค์การมหาชนอย่างศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศเล่มนี้ยังได้คัดเลือกเอาผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ที่น่าสนใจมารวบรวมไว้ด้วยกัน และยังมีเทรนด์งานคราฟต์ที่น่าสนใจให้ติดตามอ่านกันอีกหลายหัวข้อเลยล่ะ

 

 

ใครสนใจ สามารถไปหาอ่านหนังสือเล่มนี้แบบออนไลน์ได้ที่ www.sacict.or.th/downloads/sacictcrafttrend2018s.pdf