Jun 23 2017

city living

เจาะลึกทุกมุมทุกร้านใน ช่างชุ่ย พื้นที่สร้างสรรค์ฝั่งธนบุรี

เรารวบรวมมาให้ทั้งหมดแล้ว

จากผืนดินรกร้างไร้ค่าอันเป็นเพียงที่ทิ้งขยะของฝั่งธนฯ คุณลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา ดีไซเนอร์ผู้ปลุกปั้นแบรนด์ Flynow ก็ได้แปรเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็น ช่างชุ่ย สนามประลองไอเดียและความสร้างสรรค์บนพื้นที่ขนาด 11 ไร่ ที่ยังไม่นับรวมพื้นที่จอดรถอีกเกือบ 10 ไร่
 
เราเริ่มนำเสนอข่าวช่างชุ่ยไปตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งทุกอย่างยังเป็นเพียงภาพร่างและพิมพ์เขียวที่ดูล้ำจินตนาการจนหลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าช่างชุ่ยจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือ จวบจนวันนี้ก็นับเป็นเวลาครึ่งปีพอดีที่คุณลิ้มกับทีมงานรุ่นแรกได้พยายามพิสูจน์ให้ทุกคนว่า “ช่างชุ่ยคือของจริง” และ “Nothing is useless”
 
 
วันนี้ช่างชุ่ยพร้อมแล้วที่จะเปิดประตูต้อนรับทุกคนที่อยากเห็นโลกในมุมต่างโดยผ่านการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานกันโดยคนหลากรุ่น ที่ซึ่งอายุจริงของทุกคนจะพร่าเลือน และหันมารู้จักกันด้วยความคิด ไม่ว่าจะเป็น คนสร้าง คนเสพ คนให้ หรือคนรับ

แดกดิ้น

 
 
 
เราเชื่อว่าเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกคน เพราะฉะนั้นตึกแรกที่อยากพาไปรู้จักก็คือ แดกดิ้น อันเปรียบเสมือนห้องครัวใหญ่ที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องของชาวช่างชุ่ย เมื่อก้าวเท้าผ่านประตูทึบบานใหญ่เข้าไป สายตาทั้งคู่จะถูกจู่โจมด้วยฟาซาดไม้เก่าแก่และโคมไฟแมลงห้อยย้อยลงมาจากเพดานสูง ประกอบกับเสียงเพลงลูกกรุงสมัยเก่ามาทักทายโสตประสาทบวกกับเสียงช้งเช้งของภาชนะกระทบกัน และกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจากบรรดาอาหารที่โชยมาแตะจมูก

 
 
แดกดิ้น เป็นการรวมตัวของ 10 ร้านอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดเจ้าเด็ดทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปทุกๆ 6 เดือนเพื่อความหลากหลาย สำหรับแดกดิ้นรุ่นบุกเบิกนั้นมีตั้งแต่ ก๋วยเตี๋ยวหลังวัง จากวังบูรพาที่ขายมากว่า 40 ปี ทีเด็ดไม่ได้มีแค่ก๋วยเตี๋ยว แต่ยังรวมถึงเป็ดรมควันชานอ้อย (120 บาท) หอมกลิ่นควันถ่ายที่หาทานไม่ได้ง่ายๆ ในเมืองใหญ่
 
 
 
คุณเฮงล้ง By ครูเล็ก ก็เป็นอีกร้านก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ควรพลาด นอกจากก๋วยเตี๋ยวเนื้อ (เริ่มต้น 79 บาท) ที่มีเนื้อหลายแบบในชามเดียวแล้ว อีกเมนูที่น่าตื่นเต้นคือจัมโบ้แดกให้ดิ้น (799 บาท) ก๋วยเตี๋ยวสำหรับ 5 คนในชามขนาดใหญ่ที่อัดแน่นด้วยลูกชิ้น 30 ลูก เนื้อ 60 กรัม และเส้นอีกครึ่งกิโล ถ้าสามารถกินหมดภายในเวลาที่ทางร้านกำหนดก็กินฟรีไปเลย

 
 
ถ้าเป็นเด็กศาลายาจะคุ้นเคยกับ โกวเล็ก สุกี้ฮ่องกง เป็นอย่างดี สตรีทฟู้ดเจ้านี้ก็ยกทัพมาเสิร์ฟความอร่อยถึงธนบุรีกับเขาด้วย โดยทีเด็ดคือน้ำจิ้ม 3 สูตร ได้แก่ ซีฟู้ด เต้าเจี้ยว และสุกี้ที่ทางร้านปรุงเองสดใหม่ทุกวัน เราปลาบปลื้มในหมี่กระเฉด (100 บาท) ที่รสชาตินัวเข้ากันไปหมดและมีกลิ่นไหม้เบาๆ ครบสูตร อีกเมนูที่เราชอบคือยำชุ่ยๆ (100 บาท) ยำมาม่ารสแซ่บที่มีทั้งหมูสับ กุ้ง ปลาหมึก และปาท่องโก๋กรอบที่ซึมน้ำยำแล้วดีต่อใจเหลือเกิน นอกจากนี้ยังมีเมนูยอดนิยมจากศาลายาอย่างกุ้งอบวุ่นเส้น (100 บาท) และกะเพาะปลา (100 บาท) ด้วยเช่นกัน
 
 
อย่าเพิ่งอิ่มกันนะ เพราะยังมี เก่งเฮงเจริญ กับลูกชิ้นกุ้งทอดอันเลื่องลือ (40 บาท) ร้านผัดไทเตาถ่าน ที่ดีงามทั้งผัดไทหมูชิ้นและผัดกะเพราปลาทู ตลอดจน เช็งซิมอี๊ กับขนมหวานและน้ำแข็งใสในตำนานที่อยู่คู่คนไทยมากว่าครึ่งทศวรรษ มาแดกดิ้นที่เดียวคือครบ
 
 

 
 
 
ไม่ต้องไปไกลถึงหัวหินอีกต่อไป เพราะโรงชากลิ่นอายวิกตอเรียน Thé Tea House ได้ขยับขยายเข้ามาสู่เมืองกรุงเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศโรงชาสาขาช่างชุ่ยนี้โมเดิร์นขึ้นมาด้วยบริบทพื้นที่สร้างสรรค์ของคนยุคใหม่ แต่ยังคงความวินเทจเอาไว้ในบรรดาเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ตลอดจนนิทรรศการขนาดย่อมในตู้กระจกตรงใจกลางที่มีกวางสต๊าฟยืนเคียงข้างขอนไม้อันสวยงาม เหมือนหลุดไปอยู่ในป่าเทพนิยายยังไงยังงั้น
 
 
Thé Tea House นำเสนอชา Mariage Frères แบรนด์ชาเก่าแก่สัญชาติฝรั่งเศสที่คัดสรรมาแล้วทั้งสิ้น 7 ตัว ได้แก่ Marco Polo ที่เสิร์ฟกันในทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส, Blanc & Rose ชาขาวแซมกุหลาบที่สาวๆ ชื่นชอบ, Darjeeling Himalaya ชาดอกหอมหมื่นลี้จากเทือกเขาหิมาลัย, Thé sur le Nil ชาเขียวกับกลิ่นลึกลับอารมณ์ไอยคุปต์, Earl Grey Imperial ชาดำอันขึ้นชื่อ, Thé à l'opéra ชาฟรุ๊ตตี้สดชื่น และ Rouge Bourbon กับกลิ่นวานิลลาละมุนละไม

 
 
เราแนะนำให้สั่งเป็นชุด Afternoon Tea (ชา 1 กา 650++ บาท และชา 2 กา 890++ บาท) จะได้จิบทั้งชาและทานขนมนมเนยถึง 15 ชิ้นไปพร้อมกันเลย แอบได้ยินมาว่าที่นี่กำลังจะเสิร์ฟอาหารคาวสไตล์ฝรั่งเศสในเร็ววันนี้ด้วย ต้องคอยติดตามให้ดีนะ

หย่อนญาณ

 
 
มาถึงจุดนี้น่าจะอิ่มหนำกันพอสมควร เราขอถือโอกาสแนะนำให้รู้จักกับ หย่อณญาน พื้นที่พักผ่อนให้ชาวช่างชุ่ยมานั่งหย่อนๆ ยานๆ ได้ตามใจ แต่มานั่งอย่างเดียวก็คงน่าเบื่อแย่ หย่อนญานจึงเอาใจเราด้วยหนังสือคัดสรรจาก Booksmith ร้านหนังสือเลื่องชื่อจากเชียงใหม่ และเครื่องเขียนจากร้านละมุน นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปให้เข้าร่วมกันด้วย โดยคลาสแรกจะเป็น Cali-coffee หรือการเขียนอักษรวิจิตรด้วยกาแฟ ถ้าใครสนใจก็เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ fb.com/oneounceforonion
 
 
ความดีงามของที่นี่เห็นจะเป็นกาแฟดีๆ จาก One Ounce for Onion ที่กาแฟดีเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือตอนนี้เสิร์ฟอาหารไว้ทานคู่กับเครื่องดื่มม็อกเทล ซึ่งการจับคู่แต่ละตัวเราบอกได้เลยว่าเด็ดมากมายเพราะเป็นอาหารไร้พรมแดน มีส่วนผสมหลากหลายเชื้อชาติที่ออกมาเป็นเมนูซึ่งไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน 

 
 
แถมยังได้เชฟมือดีอย่างคุณออย-ลลิสรา บุตรวงษ์ ที่บ่มฝีมือการทำอาหารมาจากออสเตรเลีย และคุณแทน-ภากร โกสิยพงษ์ ซึ่งเคยทำงานที่ร้านมิชลินที่สเปนอย่าง Azurmendi มาแล้ว
 
 
ตอนนี้ทางร้านมีเมนูเซ็ตจับคู่อยู่ 4 ตัว ได้แก่ เครื่องดื่ม Nanas Tarik จับคู่กับ It's sound jap crab, เซ็ต E-sarn Classic ที่จับคู่กับไก่ทอด Dirty Bird, เซ็ต Lady Yaowarat ที่เสิรฟ์คู่กับจานอาหารทะเลใส่ซอสโคชูจังผสมพริกเสฉวน หรือจะเป็น Lassie Lassi เครื่องดื่มพีช กรีกโยเกิร์ต กลิ่นหอมดื่มง่ายทานคู่กับ Bollywood Baller มีทบอลหมูในซอสดอกกะหล่ำกลมกล่อมก็น่าอร่อยไม่แพ้กันเลย
 
 
 
ด้วยความติดใจในรสมือแม่ คุณบ๊วย-เชษฐวุฒิ วัชรคุณ จึงอยากส่งต่อความอร่อยให้ทุกคนได้ลิ้มลองผ่านอาหารง่ายๆ ที่กินได้ทุกวันอย่างส้มตำและไก่ทอดที่ครบเครื่องด้วยความกรอบนอกและนุ่มใน เสิร์ฟคู่กับหอมเจียวเบรคแตกที่กินแล้วหยุดไม่ได้ อย่าลืมสั่งน้ำบ๊วยซ่ามาเพิ่มความสดชื่นด้วยล่ะ

โหย

 
 
คอคราฟต์เบียร์ทั้งหลายขอให้เดินไปปลายปีกเครื่องบินด้านซ้ายเพื่อเจอกับร้านเบียร์คอนเซปต์แหวกที่ใช้ชื่อว่า "โหย" ซึ่งเป็นการดัดแปลงรถโค้กให้เป็นร้านขายเบียร์ที่ต้องสั่งและขายกันผ่านลูกกรงที่ได้รับการตกแต่งให้เหมือนเป็นนักโทษติดโซ่ตรวนยื่นมือออกมาขอกินเบียร์อย่างหิวกระหาย
 
 
แต่ถึงจะมีคอนเซปต์คนเถื่อน แต่ดูเหมือนนักโทษที่นี่มีเบียร์ดีๆ ให้กินเยอะเหลือเกิน เพราะมีให้เลือกกันมากถึง 12 แท็ป หมุนเวียนกันไปตลอดทุกครั้งที่เบียร์หมดถัง โดยจะมีทั้งคราฟต์เบียร์นอกและคราฟต์เบียร์ไทยอย่าง Old School American Amber Ale ราคาเริ่มต้น 240 บาทต่อแก้ว

 
 
จากหอศิลป์ฯ สู่ช่างชุ่ย happening shop ตามมาเปิดสาขา 2 พร้อมด้วยโปรดัคสร้างสรรค์จากศิลปินที่เรารัก อาทิ juli baker and summer, นัดดาว, ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน, ต้า Paradox ฯลฯ ความพิเศษของสาขานี้คือ happening box ที่จะหมุนเวียนสมบัติส่วนตัวและผลงานฝีมือนักออกแบบไทยจัดแสดงและวางขายเรื่อยๆ โอกาสที่จะได้ใช้ของชิ้นเดียวกับศิลปินที่เรารักได้มาถึงแล้ว!

Skull Corner และ Exotic Garden

 
 
 
หรือจะหลบมาสูดอากาศบริสุทธิ์ในเรือนกระจกขนาดย่อม Skull Corner และ Exotic Garden แหล่งรวมพันธุ์ไม้นานาชนิดที่รวบรวมพันธุ์ไม้หน้าตาแปลกๆ มาไว้ในที่เดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ซื้อ-ขาย และเป็นคลินิกต้นไม้ไปในตัว ขอบอกว่าช่วงนี้มีพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่ NASA ค้นพบว่าช่วยดูดซับมลพิษหลายๆ รูปแบบให้ชมกันด้วยนะ

 
 
 
หลังจากคร่ำหวอดอยู่ในวงการแฟชันมากว่าสิบปี คุณเติ้ล-พงษ์มนัส สวัสดิชัย เจ้าของแบรนด์จิวเวลรี 77th ก็เบนเข็มขยับขยายธุรกิจมาเปิดซาลอนและบาร์เบอร์ด้วยความเชื่อที่ว่าผมเป็นแฟชันที่อยู่ใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุด ด้วยความที่ Galaxy Barber หันหน้าเข้าเครื่องบินลำใหญ่ที่เป็นไฮไลท์ของช่างชุ่ย คุณเติ้ลจึงนำความพิเศษตรงนี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการตกแต่งร้านแบบ Sci-Fi หลงยุคหลงสมัยเหมือนหลุดไปอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future อัตราค่าบริการตัดผมอยู่ที่ 650 บาท ส่วนทำสีเริ่มต้นที่ 2,000 บาท
 
 
คุณเติ้ลยังเล่าอีกว่าอยากให้การตัดผมเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูงได้ ด้านนอกบาร์เบอร์จึงถูกแปลงโฉมเป็นบาร์สุดชิลอารมณ์เหมือนนั่งเล่นอยู่ตาม Beach Bar ริมทะเล แถมเครื่องดื่มแต่ละแก้วยังผสมผสานความเป็นไทยลงไปด้วย อาทิ Mercury Monster (125 บาท) บลูฮาวายกับลอดช่องแก้วน้ำกะทิ หรือจะเป็น Mars and Moon (135 บาท) น้ำมะม่วงดองปั่นแซมความเผ็ดจากพริกเกลือ


ชุ่ยเจริญ

 
 
ถ้าคิดถึงบรรยากาศร้านโชว์ห่วยสมัยเด็กๆ ชุ่ยเจริญ จะพาเราย้อนวัยอีกครั้งด้วยขนมกรุบกริบและของเล่นยุคเก่าที่เราคิดถึง ไม่ว่าจะเป็นแบงค์กาโม่ ชุดของเล่นจิ๋วหม้อไหจานชาม ลูกอมเม็ดละบาท (แต่ก่อน 2 เม็ดบาทเนาะ) และสารพัดสิ่ง 90s นอกจากนี้ชุ่ยเจริญยังร่วมมือกับศิลปินเพื่อสร้างสรรค์คอลเลคชันของที่ระลึกและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เน้นการดีไซน์ออกแบบอีกด้วย

ช่างเชื่อม

 
 
ขอปิดท้ายกันด้วย ช่างเชื่อม ตึกแห่งความบรรเทิงที่ได้พี่บอย โกสิยพงษ์ มาบรรเลงความคิดสร้างสรรค์โดยเฉพาะ นอกจากจะเป็นพื้นที่จัดแสดงของสะสมส่วนตัวของพี่บอยแล้ว ช่างเชื่อมยังจะเป็นที่จัดคอนเสิร์ตของศิลปินทั้งจาก LOVEiS และค่ายอื่นๆ แถมยังมีร้านน้องท่าพระจันทร์มาร่วมเปิดสาขา 2 ด้วย ต้องคอยติดตามว่าจะมีโปรเจคต์อะไรน่าตื่นเต้นให้เราได้เข้าไปสัมผัสบ้าง

ดูจิตแล้วอะไรก็ช่าง

 
 
 
ดูจิตแล้วอะไรก็ช่าง เป็นสเปซสำหรับคนรักละครและครรักหนังโดยะเฉพาะ พื้นที่จัดแสดงที่เปิดกว้างสำหรับโชว์หลากหลายรูปแบบตั้งแต่ละครเวทีไปจนถึงการฉายภาพยนตร์ โดยในกลุ่มการละครนั้นนำโดยคุณพิเชษฐ กลั่นชื่น นักเต้นร่วมสมัยชื่อดังแห่งยุค ในขณะที่ภาพยนตร์นั้นก็ได้รับการคัดเลือกมาโดย Documentary Club ซึ่งจะนำหนังสารคดีมาฉายหมุนเวียนกันไปทุกสัปดาห์


อาเหนกป้าสง

 
 
 
อ่านชื่อแล้วก็คงไม่ต้องออกแรงเดามากว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ที่เป็นฮอลล์ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการที่จะจัดงาน ซึ่งตอนนี้ฉลองการเปิดพื้นที่ใหม่ด้วยการเนรมิตให้เป็นตลาดรวมงานแฮนด์เมด และของครีเอทเจ๋งๆ จากหลายร้านมาไว้ที่เดียวกัน


 
นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ร้านค้าอันเป็นเอกเทศอีกมากมายที่เปิดแล้วอย่างบาร์และร้านขายแฟชั่นวินเทจอย่าง G.O.D., ร้าน Rosemanclub และอีกหลายแบรนด์ไทยที่เตรียมขนสินค้าสร้างสรรค์มาให้เราได้ดูได้ใช้กัน ตลอดจนร้านอาหารแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ อย่าง AH-NO ที่เตรียมเปิดทำการบนเครื่องบินลำยักษ์ในเดือนสิงหาคมนี้ 
 
 
 
“ช่างชุ่ยไม่มีวันเสร็จ” คุณเพชร-ภาคิน วัฒนะชยังกูร หนึ่งในทีมงานช่างชุ่ยรุ่นบุกเบิกได้บอกกับเรา การเปิดตัววันนี้เป็นเพียงก้าวแรกของพื้นแห่งความสร้างสรรค์และไอเดียที่จะเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เพื่อมอบประสบกาณ์ที่แตกต่างในทุกๆ ด้านให้กับทุกคน
 
460/8 ถ.สิรินธร โทร. 081-817-2888 www.changchuibangkok.com

อ่านต่อ: แนวคิดเบื้องหลังพื้นที่สร้างสรรค์แห่งอนาคตที่ ช่างชุ่ย