Jan 10 2017

city living

Soimilk Talks! "มนุษย์กรุงเทพฯ"

เราเชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านตาโพสต์ของ มนุษย์กรุงเทพฯ แฟนเพจที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตของผู้คนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่คนกวาดถนนยันท่านชัชชาติ! วันนี้เราได้มีโอกาสนั่งจับเข่าคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังแฟนเพจแสนไลค์แห่งนี้ มาสำรวจมุมมองของ “คนคนหนึ่งที่พยายามจะเรียนรู้ทุกคน” กันเถอะ

"ผมบอกได้ทุกอย่างนะ แต่แค่ไม่ชอบให้เห็นหน้า"
 
แนะนำตัวเองให้ฟังหน่อย
สวัสดีครับ ปอม ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ ตอนนี้อายุ 30 ปี บอกได้ทุกอย่างนะ แต่แค่ไม่ชอบให้เห็นหน้า ผมเรียนจบ ม.รามคำแหง คณะมนุษย์ศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน วิชาโทจิตวิทยาครับ คือผมไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือ แต่ไปเรียนเพราะว่าต้องมีปริญญา ก็ไปเลือกคณะที่ง่ายที่สุดของรามฯ ก็คือคณะนี้แหละ ก็เลยไปเรียน
 
ทำไมถึงเริ่มทำเพจ “มนุษย์กรุงเทพฯ” ?
เรื่องมันง่ายมากครับ คือเพื่อนคนหนึ่งเล่าว่ามีเพจ Humans of New York อยู่ ผมเลยเข้าไปดู ก็อ่านออกบ้าง ไม่ออกบ้าง เพราะภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรง ผมรู้สึกว่าเขานำเสนอเรื่องของคนทั่วไปได้น่าสนใจและลึกดี ก็เลยทำเลยครับ ไม่ซับซ้อน ผมเข้าใจว่าคนทำงานสื่อสารมักจะอยากสร้างคอนเทนต์บางอย่างเสมอแหละ จะอยากบอกอะไรสังคม บอกอะไรกับคนอื่นอยู่เสมอ อย่างตัวผมมีทักษะการสัมภาษณ์แบบนิตยสารและเว็บไซต์มาก่อน ก็คิดว่าน่าจะทำได้แหละ ก็ทำเลย
 
"อย่างผมเคยรู้สึกว่าท่ามกลางคนที่ยืนเต็มไปหมด คนที่นั่งพื้นคนเดียวน่าจะมีอะไรบางอย่างน่าสนใจ แต่พอไปคุยแล้วก็ธรรมดา แต่อาจจะเป็นเพราะเราถามไม่ดีก็ได้"
 
เลือกคนมาลงเพจยังไง?
ผมก็เพิ่งสรุปกับตัวเองได้ว่าคนที่เลือกมาจะมี 3 แบบ คือคนที่เดินเจอทั่วไป คนที่เราอยากติดต่อสัมภาษณ์ และเพื่อนของเราเอง อย่างกลุ่มสุ่มก็ค่อนข้างมั่วครับ มันไม่มีหลักตายตัว แต่ช่วงหลังมานี้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ผมอยากนำเสนอคอนเทนต์แบบไหน ก็พยายามจะหาตัวละครเข้ามาตอบโจทย์ เช่น เรื่อง Sex เนี่ย (อ้างอิง: https://goo.gl/k9x1qQ) ผมรู้สึกว่าอยากตั้งคำถามกับความคุ้นชินบางอย่างของเรื่องเพศในบ้านเรา แล้วก็มีคนรู้จักของเพื่อนพอดีก็เลยติดต่อไป
 
แล้วถามอะไรบ้าง?
ก็ต้องชวนคุยก่อนนะว่าเรียนที่ไหน ทำงานอะไร มาที่นี่เพราะอะไร พอคุยไปสักพักก็อาจจะลองถามเกี่ยวกับช่วงที่มีความสุขที่สุด แล้วก็ค่อยๆ ไต่ไป แต่บางทีก็มีแป้กนะ บางคนถามถึงความสุขแล้วเขาไม่พูดถึงความสุขของตัวเองก็มี ก็ต้องพลิกกลับไปถามคำถามกว้างๆ พอเขาเผยอะไรมาก็ค่อยตามสิ่งนั้นไป
 
แต่บางทีเราก็เดาผิด อย่างผมเคยรู้สึกว่าท่ามกลางคนที่ยืนเต็มไปหมด คนที่นั่งพื้นคนเดียวน่าจะมีอะไรบางอย่างน่าสนใจ แต่พอไปคุยแล้วก็ธรรมดา แต่อาจจะเป็นเพราะเราถามไม่ดีก็ได้ อีกกรณีก็คืออาชีพ อันนี้ก็รู้คอนเทนต์แน่ๆ ถามคนขายพวงมาลัย ถามคนกวาดขยะ อันนี้ก็รู้ว่าจะถามอะไร อย่างเริ่มมายังไง ทำยากไหม ทำอะไร
 
 
“ไม่เอา แบบนี้น่ากลัว เพิ่งดูทีวีมา” จำได้เลย 3 วรรคนี้ คือลึกๆ ผมเชื่อว่ากำลังทำอะไรบางอย่างที่มันโอเคอยู่นะ หนีทำไมล่ะ ก็เลยมีความเฟลเกิดขึ้นวันนั้น"
 
สิ่งที่ยากที่สุดในการทำเพจคืออะไร?
เข้าหาคนนี่ยากมาก ยิ่งช่วงแรกๆ ที่ผมเริ่มไปสุ่มหาคน แบบเขานั่งอยู่แล้วผมเดินไปหา สวัสดีครับ ผมทำอย่างนี้อย่างนั้น ช่วงไลค์หลักร้อยหลักพันยังไม่ถึงหมื่น มันก็มีความกดดัน มีความเครียดเหมือนกัน
 
การโดนปฏิเสธช่วงแรกๆ นี่ถือเป็นเรื่องปกติเลยครับ อาจจะครึ่ง-ครึ่งด้วยซ้ำ ที่พีคคือผมไปแถวสวนเบญจกิติ เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังวิ่งออกกำลังกาย ผมก็อยากไปถามเรื่องไลฟ์สไตล์ ดูแลสุขภาพยังไง ค่อยๆ ถามไป ค่อยๆ แตะเส้นเรื่องไป เขาก็วิ่งหนีแล้วพูดว่า “ไม่เอา แบบนี้น่ากลัว เพิ่งดูทีวีมา” จำได้เลย 3 วรรคนี้ คือลึกๆ ผมเชื่อว่ากำลังทำอะไรบางอย่างที่มันโอเคอยู่นะ หนีทำไมล่ะ ก็เลยมีความเฟลเกิดขึ้นวันนั้น จำได้แม่นเลย
 
มีอีกเรื่องที่ผมคิดว่าก่อนหน้านี้จะทำได้แต่พอทำจริงมันยากก็คือการเขียนสั้นๆ คือมันไม่ใช่การคุยสั้นๆ เท่านั้นนะ บางทีเราคุย 10 นาที 20 นาที หรือครึ่งชั่วโมงเพื่อเอาแค่ 3 ย่อหน้ามา เพราะรูปแบบเฟซบุ๊กมันจะเอื้อให้อ่านแบบไม่ยาวมาก เรื่องเข้าหาว่ายากแล้ว มายากเรื่องจับประเด็นอีก ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ เหมือนกันกว่าจะจับทางถูก
 
"แล้วคนที่แหลมคนด้วยชุดศีลธรรมบางอย่างก็จะถูกคนในเพจโต้ตอบกันเอง ตอนนี้มันเป็นเหมือนบรรยากาศของการแลกเปลี่ยน ถกเถียงกัน ไม่ต้องด่ากัน ก็เจ๋งดีนะ
 
ประทับใจมนุษย์กรุงเทพฯ คนไหนมากที่สุด เพราะอะไร?
เป็นคำถามที่ผมไม่เคยตอบตรงกันสักครั้ง เพราะนึกอะไรออกก็ตอบคนนั้นแหละ (ขำ) ขอเป็น 2 คนแล้วกัน ผมชอบคนไร้บ้านที่บางซื่อ เป็นลุงคนหนึ่งที่มีความไม่มั่นใจในตัวเอง น่าจะอายุประมาณ 50 ปลายๆ 60 ต้นๆ คนไร้บ้านจะมีคาแร็คเตอร์พิเศษคือไม่ค่อยเปิดเผยตัวเอง เนื่องจากเป็นบุคคลที่ค่อนข้าง Loser มาเรื่อยๆ จนไม่น่ามีเรื่องที่ภาคภูมิใจ แต่ผมก็ตื๊อจนลุงยอมคุย ตะล่อมไปเรื่อยๆ จนเขาเปิดใจในระดับหนึ่ง
 
 
อีกคนคือคุณชัชชาติ ผมไปงาน “วิ่งด้วยกัน” เป็นงานที่คนปกติกับคนพิการมาวิ่งด้วยกันแถวสวนลุมฯ ก็กะจะไปสัมภาษณ์คนพิการคนอื่น แต่เจอคุณชัชชาติพอดี ผมเคยอ่านเจอว่าเขามีลูกพิการ ก็เลยเดินเข้าไปสวัสดีแล้วก็คุยประมาณ 10 นาที เขาเล่าเรื่องลูกได้ดีมาก รู้สึกว่าเปิดใจเล่าเรื่องลูกที่มันลึกๆ ได้เร็วมาก และเป็นโพสต์ที่ไลค์เยอะที่สุดตั้งแต่ทำเพจมาเลย

 
 
ฟีดแบ็คเป็นยังไงบ้าง?
ถ้าวัดจากปริมาณไลค์ของเพจมันก็คงดีแหละ เพราะตอนนี้ก็ขึ้นเป็นแสนไลค์แล้ว อย่างเคสเรื่อง Sex ซึ่งทีแรกคาดการณ์ว่าจะโดนด่ามากกว่านี้ แต่ปรากฏว่าคนด่าน้อยกว่าที่คิด แล้วคนที่แหลมด้วยชุดศีลธรรมบางอย่างก็จะถูกคนในเพจโต้ตอบกันเอง ตอนนี้มันเป็นเหมือนบรรยากาศของการแลกเปลี่ยน ถกเถียงกัน ไม่ต้องด่ากัน ก็เจ๋งดีนะ
 
แล้วมีคนเสนอเข้ามาเองบ้างไหม?
ก็มีนะ มีคนเสนอตัวมาให้สัมภาษณ์ ส่งข้อความมาถามว่าส่งเรื่องมาได้ไหม ผมก็ตอบตรงๆ ว่าได้ แต่ไม่ลงนะ แล้วเขาก็หายไปเลย จริงๆ ทำมาขนาดนี้ก็ไม่ควรต้องมากังวลเรื่องอะไรแบบนี้แล้ว ผมอยากนำเสนออะไรที่ทำด้วยตัวเอง สัมภาษณ์เอง เขียนเอง ถ่ายรูปเองมากกว่า
 
 
แต่ทุกคนจะมีจุดร่วมอย่างหนึ่งคืออยากให้คนอื่นเห็นคุณค่าในตัวเอง เห็นความเป็นมนุษย์ของตัวเอง

 
คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปขนาดไหนหลังจากทำเพจมา 3 ปี?
อย่างแรกคือได้รู้จักคนบางกลุ่มที่ไม่เคยสนใจมาก่อน คนไร้บ้าน คนกวาดขยะ คนรวย คนสวย คนหล่อ เพราะปกติเราคงไม่ไปคุยกับพวกเขาหรอก ถ้าเป็นแต่ก่อนจะไม่ฟังเรื่องที่ไม่ชอบเลย แต่ตอนนี้ฟังได้หมด แล้วก็ได้รู้จักคนมากขึ้นด้วย
 
สรุปว่า “มนุษย์กรุงเทพฯ” ที่ได้สัมผัสมาเป็นอย่างไร?
คือมนุษย์กรุงเทพฯ เนี่ยมีความหลากหลายมากนะ มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนจะมีจุดร่วมอย่างหนึ่งคืออยากให้คนอื่นเห็นคุณค่าในตัวเอง เห็นความเป็นมนุษย์ของตัวเอง
 
สุดท้ายแล้ว (จริงๆ) อยากให้นิยามตัวเองสัก 3 พารากราฟแบบลงในเพจได้ไหม?
3 พารากราฟคงยาวไป (ขำ) ถ้าให้นิยามตัวเองก็น่าจะเป็น “คนคนหนึ่งที่พยายามจะเรียนรู้ทุกคน” นั่นแหละครับ