Nov 13 2016

city living

เปิดใจ "สมใจ" กับการสร้างร้านออนไลน์ คอมมูนิตี้ใหม่ของคนรักเครื่องเขียน

เรียกเสียงฮือฮากันยกใหญ่เมื่อร้านเครื่องเขียนคลาสสิกตลอดกาลอย่าง “สมใจ” ​หันมาปรับลุคจากแบรนด์คุณยายสู่ร้านค้าออนไลน์บนเว็บ www.somjai.co.th พร้อมลุคมินิมอลสุดฮิพ วันนี้ Soimilk Talk เลยขอบุกบ้านสมใจเจ้าดั้งเดิมบนนถนนตรีเพชร เพื่อพูดคุยกับทายาทรุ่นที่ 3 อย่างคุณ วิภ – วิภวานี วิทยานนท์ และคุณ ตาล – นพนารี พัวรัตนอรุณกร ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนลุคครั้งนี้

แค่ขายแบบเดิมไม่พอแล้ว

 

ตาล: คือตาลกับวิภเพิ่งเรียนจบโทบริหารธุรกิจตอนกลับมาทำที่ร้าน แล้วรู้สึกว่าเราน่าจะ engage กับลูกค้าให้มากขึ้น ทำให้แบรนด์เรามีชีวิต คือแต่ก่อนแบรนด์เราก็คือหน้าร้าน แล้วเรามองว่าตอนนี้ทุกอย่างมันโตทางออนไลน์หมด ก็เลยคุยกันว่าถ้าเราทำเว็บขายออนไลน์คงไม่ยาก ลงทุนก็ไม่ได้เยอะ เพราะเรามีของอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ก็ทดลองขายผ่าน Facebook page ของเรา ซึ่งก่อนหน้านี้เหมือนสร้างไว้เล่นๆ เพราะมีแค่ 200-300 ไลค์ ซึ่งก็พบว่ามีคนอยากซื้อจากเราจริงๆ ก็เป็นช่วงเดียวกับที่ตาลและวิภทำระบบทั้งร้านใหม่หมดเลย ทั้งระบบสต็อก ระบบขาย ระบบจัดซื้อ เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ก็เลยบอกบริษัทไอทีที่เขากำลังทำโปรแกรมหลังบ้านเราอยู่แล้วให้เขียนโปรแกรมเพิ่มเป็นออนไลน์ด้วย มีการรับซื้อชำระผ่านทางออนไลน์ด้วยพร้อมกันเลย

 

"เรามองว่าตอนนี้ทุกอย่างมันโตทางออนไลน์หมด ก็เลยคุยกันว่าถ้าเราทำเว็บขายออนไลน์คงไม่ยาก ลงทุนก็ไม่ได้เยอะ เพราะเรามีของอยู่แล้ว"

 

 

จาก Offline สู่ชุมชนเครื่องเขียน Online

 

ตาล: หลังจากที่เราคิดเริ่มทำเมื่อตั้งแต่สิงหาคมปีที่แล้วพี่ที่เป็นซัพพลายเออร์คนหนึ่ง เจ้าของบริษัทซากุระ ชื่อคุณวิน แกก็เป็นรุ่นพี่เรา แล้วแกมีประสบการณ์มาก่อน แกก็บอกว่า ร้านจะขายแบบนี้ไม่ได้ ต้องมีศิลปินมารีวิวได้แล้ว ต้องจ่ายตังค์บ้างแล้ว แล้วแกก็แนะนำให้รู้จักคุณโอ๋ ฟูตอง ว่าอยากให้คุณโอ๋มาร่วมโปรเจคกับเรา แล้วคุณโอ๋เขาพูดคำนึงเลยคือ ตาลต้องมีคำว่า branding อยู่ในหัวนะ “สมใจ” คือสีอะไรอะตาล ถ้าหลับตาพี่นึกถึงสตาร์บัคส์ พี่จะนึกถึงเขียวดำ แต่สมใจพี่นึกไม่ออก เพราะร้านแต่ละร้านไม่เหมือนกันเลย ตอนนั้นเราก็เลยเริ่มวางแผนทำเว็บและแบรนด์ไปพร้อมกัน

 

“สมใจ” คือสีอะไร ถ้าหลับตานึกถึงสตาร์บัคส์จะนึกถึงเขียวดำ แต่สมใจนึกไม่ออก เพราะร้านแต่ละร้านไม่เหมือนกันเลย" 

 

 

ออกแบบเว็บไซต์ยังไงให้โดนใจ

 

ตาล: เว็บตอนแรกที่ออกแบบมันออกมาไม่ใช่อย่างที่เราอยากได้เลย แต่คนทำเว็บก็บอกว่า พฤติกรรมของคนไทยชอบแบบนี้ แต่เราก็ไม่แน่ใจ เพราะเพิ่งกลับมาจากอเมริกาได้ไม่นาน แต่พี่โอ๋เค้าเห็นเว็บแล้วบอกเราว่า ไม่ได้นะ ร้านเราขายอุปกรณ์ศิลป์ ไม่ใช่ We Love Shopping ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยน แล้วพอดีรู้จักเพื่อนเขียนเว็บอีกคน ก็เลยให้เค้าเขียนเว็บมาให้ใหม่ ใช้เวลาเขียนแค่ 3 สัปดาห์ คือมันเป็นงานแบบ random มากๆ เราอยากให้เสร็จทันพฤศจิกายน เพราะรู้สึกว่าปีหน้ามันจะช้าไป​ แล้วโชคดีได้พี่พิม จงเจริญ จาก Teaspoon Studio เข้ามาช่วย ตอนนั้นเราก็ยังไม่แน่ใจว่าเราจะทำเว็บออกมาแบบไหน เพราะว่าเราไม่ได้มีอิสระด้านงบประมาณขนาดนั้น เราเป็นธุรกิจครอบครัวผ่านมาหลายรุ่น จะจ่ายอะไรก็ต้องผ่านหลายคน แล้วเราไม่ได้กู้ธนาคารด้วย แต่พี่พิมก็บอกว่า ทุกอย่างมันอยู่ที่รูป ก็เลยถ่ายรูปกันเถอะ เค้าจะเป็น stylist ให้ คุม direction ให้เราหมด จากนั้นเราก็เริ่มสร้างบัญชี account Instagram ปล่อยภาพเครื่องเขียนออกมาจนคนติดตามเริ่มเห็นกัน

 

"ตอนนั้นเราก็ยังไม่แน่ใจว่าเราจะทำเว็บออกมาแบบไหน เราไม่ได้มีอิสระด้านงบประมาณขนาดนั้น เราเป็นธุรกิจครอบครัวผ่านมาหลายรุ่น จะจ่ายอะไรก็ต้องผ่านหลายคน"

 

 

“สมใจ” ในแบบมินิมอล

 

ตาล: ตอนถ่ายภาพ เรามีโจทย์ให้คุณพิมก็คือ เราอยากได้แบบ clean แบบ minimal แล้วคือคุณพิมเหมือนวาดฝันให้มันเป็นจริง จากตอนแรกที่เขาเอามาเสนอเรา มันดู pastel แต่เราก็ห่วงว่าสมใจเขียวเข้มแบบนี้ แล้วถ่ายสีพาสเทล แต่เราก็บอกว่าเราเป็นแบบ unique คือเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง คือเราก็มานั่งคิดว่าแบรนด์เราคืออะไร สมใจคือความหลากหลาย คือเรามีทุกอย่างที่คนอยากจะหา เหมือน จีฉ่อย [Soimilk fact: จี่ฉ่อยคือร้านโชว์ห่วยแถวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ขายทุกอย่างเท่าที่ร้านโชว์ห่วยจะขายได้แบบครอบจักรวาล] เราก็เลยอยากจะนำเสนอตรงนั้นให้ลูกค้าเห็น คุณพิมเขาก็เลยเอาความ unique ของเรา เช่นสมุดฉีก หรือแท่นประทับตราม้า มาเน้นถ่ายเป็นจุดเด่นออกมา

 

"unique คือเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง คือเราก็มานั่งคิดว่าแบรนด์เราคืออะไร สมใจคือความหลากหลาย คือเรามีทุกอย่างที่คนอยากจะหา"

 

 

ยกเว็บ Amazon เป็นครู

 

ตาล: ตอนเริ่มจัด category ในเว็บยากมากค่ะ ตอนเริ่มว่าเราจะเอาอะไรบ้างเราก็หาตัวอย่าง แล้วเราก็ตัดสินใจยึด reference จากเว็บไซต์ Amazon.com เรียกว่าเป็นครูของเราเลย แล้วเราก็มาปรับตามแบบที่เราขายของให้ลูกค้า ปกติเราจัดร้านยังไง หรือ nature ลูกค้าเวลาเข้าไปซื้อของ เขาซื้อย่างไรเราก็คิด category นั้น อีกอย่างที่ยากคือแยก category งานโมเดลจะเยอะมาก โมเดลคน 1 ต่อ 50 1 ต่อ 100 ไหนจะเป็นโมเดลคน สัตว์ กระรอก จิงโจ้ แล้วพฤติกรรมคนซื้อโมเดล เขาจะไม่ไปสุงสิงกับปากกา เขาจะมองหาแต่ขอทำโมเดล พวกปืนกาว หญ้าเทียม ไม้บัลซ่า มีแค่นั้น เราก็แยกออกมาเป็น category ต่างหาก ให้ลูกค้าเห็นแล้วซื้อได้ง่ายไม่ยาก

 

"Amazon.com เรียกว่าเป็นครูของเราเลย แล้วเราก็มาปรับตามแบบที่เราขายของให้ลูกค้า ปกติเราจัดร้านยังไง หรือ nature ลูกค้าเวลาเข้าไปซื้อของ เขาซื้อย่างไรเราก็คิด category นั้น"

 

 

ปรับหน้าบ้านแล้วก็ปรับหลังบ้านด้วย

 

ตาล: จากร้านออฟไลน์มาเป็นออนไลน์ ก็ต้องสร้างทีมใหม่หมดเลยค่ะ แต่ก่อนจะเป็นซื้อมาขายไป พนักงานส่วนใหญ่ก็อยู่กันมาเก่าแก่ หรือเข้ามาใหม่ก็จะเป็น entry level หมดอะคะ คือให้ทำงานซับซ้อนมากไม่ได้ ถ้าต้องใช้ Word หรือ Excel ก็ต้องมาอยู่ที่ระดับบริหารหมด พนักงานไม่ทำเลย ทำให้เราต้องเริ่ม recruit คนใหม่ที่มีความรู้ด้านออฟฟิศมากขึ้น ตอนแรกๆ ก็ลำบากในแง่ที่ต้องสอนทีละสเต็ปเลย ตั้งแต่ Excel คืออะไร ทำ cell ทำยังไง เลือกสินค้ายังไง พอเราทำทีมนี้ให้เป็นแล้ว สาขาอื่นๆ เขาเห็นว่าใช้คอมพิวเตอร์มันไม่ได้ยาก เขาก็เริ่มมีการพัฒนาตัวเอง

 

วิภ: ต้องเหมือนมีผู้นำของกลุ่ม ที่แบบว่ายอมรับแล้ว การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ แล้วคนที่เหลือเขาก็ถ้าคนนั้นทำได้ ฉันคงทำได้อะไรงี้  ลูกพี่ทำได้ ฉันก็ทำได้

 

 

จัดระบบขนส่งใหม่รองรับตลาดออนไลน์

 

ตาล: การขนส่งก็คือเราพาร์ทเนอร์กับไปรษณีย์ไทย คือตั้งแต่เราทำ business model เสร็จ ตอนแรกเราไปติดต่ออีกเจ้าหนึ่ง แต่อาจจะเป็นเพราะเราเจ้าเล็กหรืออะไรก็ไม่แน่ใจ เขาไม่ได้ให้โมเดลมาว่าเขาอยากจะเป็นพาร์ทเนอร์หรืออะไรกับเรา เราก็เลยลองไปรษณีย์ไทยเพราะว่า ตาลซื้อของออนไลน์ประจำอยู่แล้ว และตาลรู้สึกว่าแบบไปรษณีย์ไทยหลังๆ มานี่กล่องตาลไม่ค่อยบุบอ่ะ ตาลแฮปปี้ แล้วพอไปคุยกับไปรษณีย์ที่ราชดำเนิน เขาก็ช่วยอำนวยความสะดวกมาก ไม่ว่าจะเป็นการสอนแพ็คกิ้ง เรื่องการคำนวณค่าขนส่ง การสอนการใช้ระบบรายเดือนที่ว่าเวลาไปถึงก็เอาของไปวางได้เลย มันก็จะส่งไปอัตโนมัติ เราก็จะมาช่วยกันคิด มันก็เลยทำให้โลจิสติกเราไม่มีปัญหา  

 

"ไปรษณีย์ที่ราชดำเนิน เขาก็ช่วยอำนวยความสะดวกมาก ไม่ว่าจะเป็นการสอนแพ็คกิ้ง เรื่องการคำนวณค่าขนส่ง การสอนการใช้ระบบรายเดือน"

 

 

เปิดตัวเว็บแล้ว Feedback เป็นอย่างไร

 

ตาล: ฟีดแบคดี เหมือนลูกค้าเขารอมานาน ตอนแรกเราก็เสียใจว่ายอดน้อย นึกว่าจะเยอะกว่านี้ แต่พอนึกอีกมุมนึงก็คิดว่าดีเหมือนกัน เนื่องจากช่วงแรกๆ ระบบการจัดการเรายังไม่ได้นิ่งขนาดนั้น การที่ยอดมันน้อย ก็ทำให้เราจัดการได้ดีกว่า แต่อีกเหตุผลก็เชื่อว่า น่าจะเป็นเพราะลูกค้ายังไม่รู้ ว่าเรามีเว็บแล้ว ก็คงต้องเป็นหน้าที่ของเราในการส่งต่อไปเรื่อยๆ ก็จะต้องทำการตลาดให้ลูกค้าต่างจังหวัดรู้มากขึ้น

 

 

คุณยายสมใจเห็นลุคใหม่แล้วว่ายังไงบ้าง

 

วิภ: ล่าสุดได้ยินว่า มีคนชมสิ่งที่เราทำใหม่ให้แกฟัง เพราะเราไม่ได้รายงานตลอดว่าทำนู้นทำนี่ ก็มีคนไปบอกถ่ายรูปสวย แกแบบคงอยากจะแสดงความยินดี หรือดีใจ แกก็โทรไลน์มา แต่วันนั้นยุ่งมากไม่ได้รับ ทุกวันนี้คุณยายยังแข็งแรงดีอยู่นะคะ อายุ 86 แล้วก็คือยังบ่นได้ทุกวัน ยังโอเค ยังจิกพนักงานได้อยู่ คือแกเล่นไลน์เป็น ส่งสติ้กเกอร์มาทักทายในไลน์กลุ่ม แล้วจะมีการอัพเดทร้านในนั้น ถ้าถ่ายรูปมาแล้วเห็นว่ามีคนนี้นั่งอยู่ ก็จะแบบทำไมไม่ยืนขายของ แกจะเป็นเนเจอร์อย่างนั้น

 

ตาล: แกบอกตาลว่า รูปสวยดี แต่คือแกไม่รู้ว่าเราจ่ายไปเท่าไหร่ (ฮา) แต่การที่คุณยายเป็นสไตล์เป๊ะมา สมัยก่อนบาทนึง สตังค์นึงไม่ได้เลย ทำให้เราไม่ได้บอกอะไรแกชัดเจน ต้องละๆ ไว้บ้าง

 

"ทุกวันนี้คุณยายยังแข็งแรงดีอยู่นะคะ อายุ 86 แล้ว แกเล่นไลน์เป็น ส่งสติ้กเกอร์มาทักทายในไลน์กลุ่มทุกวัน  หรือโทรไลน์มา"

 

 

เปิดออนไลน์จะทำให้ความผูกพันของคนซื้อกับร้านหายไปไหม

 

วิภ: เราได้ประโยชน์ด้านอื่นเยอะขึ้น เพราะลูกค้าสามารถช้อปปิ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วก็อยู่จังหวัดไหนก็ซื้อได้ คือแต่ก่อนลูกค้าจะลำบากมาก อยู่ต่างจังหวัดก็ต้องเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อซื้อของเรา คือเหมือนคนเค้าเชื่อใจแล้ว มันเหมือนเป็นการเพิ่มชาแนลมากกว่า คือถ้าเขาอยากมาจับมาอะไร ส่วนใหญ่ในกรุงเทพเขาก็มาสาขาเราได้อยู่แล้วแหละ แต่เนี่ยต่างจังหวัดที่เขาปกติก็ไม่ได้จับอยู่แล้ว เขาก็มาจับทางออนไลน์แทน

 

"แต่ก่อนลูกค้าจะลำบากมาก อยู่ต่างจังหวัดก็ต้องเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อซื้อของเรา คือเหมือนคนเค้าเชื่อใจแล้ว มันเหมือนเป็นการเพิ่มชาแนลมากกว่า"

 

ตาล: ความผูกพันระหว่างคนซื้อกับคนขายในแบบสมใจอาจจะมีหายไปบ้างจากการซื้อออนไลน์ เมื่อก่อนตอนเราไปเดินตลาด Cicada ที่หัวหิน ตอนนั้นยังไม่มีร้านที่หัวหิน ลูกค้าพอรู้ว่าเรามาจากสมใจ เค้าก็บอกว่าเขาต้องเข้ามาซื้ออุปกรณ์ทุกเดือน ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่านี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราอยากทำออนไลน์ แล้วฟีดแบคออนไลน์ตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากต่างจังหวัด ซึ่งก็เลยรู้สึกว่าแบบมันไม่ได้ลด user experience แบบเดิมๆ เท่าไหร่ เพราะถ้าเขาเคยซื้อแล้ว เขาอยากซื้อซ้ำ ก็รู้อยู่แล้วว่าคุณภาพมันเป็นอย่างนี้ เขาก็จะซื้อผ่านเว็บเรา แล้วคือในมุมมองของเว็บเรา เราพยายามทำให้มันง่ายที่สุดของการช้อปปิ้ง ถ้าสังเกตเห็นถ้าเราจะขายสีอย่างเนี่ย สมมติอยากจะซื้อสี เราจะมี pad code ให้หมดเลยว่าอยากได้สีอะไร แล้วสีนั้นเนี่ย เราก็ควบคุมเวลาซื้อ สีนี้นต้องเป็นสีนั้นจริงๆ อะค่ะ ไม่เพี้ยน แล้วก็เราอยากให้ลูกค้าแบบ เห็นว่ามันใช่อย่างงี้จริงๆ
 
 

 

อนาคตของ “สมใจ”

 

วิภ: เราคิดว่าในอนาคตเราจะสร้างเป็นศูนย์จัดจำหน่ายเหมือนเว็บ Amazon แล้วในขณะเดียวกันก็เป็น distribution ของสาขาด้วย ตอนนี้เรากำลังจะเปิดสาขาที่นครราชสีมาเดือนหน้า​เป็น Flagship แรกที่ภาคอีสานเลย ถือเป็นสาขาแรกที่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยเปิดมา จะทำให้เป็นร้านขายปลีกขายส่งเลย เพราะปกติร้านเราจะไม่มีขายส่ง จะมีแค่ที่สำนักงานใหญ่ แต่โคราชเรากะจะให้เป็นทัพขายส่งสำหรับชาวอีสานเลย

 

 

งานคราฟต์ที่กำลังฮิตส่งผลต่อธุรกิจด้วยหรือเปล่า

 

ตาล: ใช่ค่ะ ธุรกิจเราก็จะผันไปในทางที่แบบเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น ไม่ใช่ว่าแบบซื้อมาขายไปอย่างเดียว อย่างสมัยก่อนวิธีการดิสเพลย์ร้านก็คือ เต็มๆ ไว้ก่อน ของให้มันเต็มๆ หนักๆ แน่นๆ แล้วคนก็เข้ามาแค่ต้องการจะซื้อของที่อยากจะซื้อ แต่ในปัจจุบันคนเขาเข้ามาในร้าน เขามาหางานอดิเรกทำว่าจะทำอะไรดี เหมือนแบบช่วงนี้เบื่อปั่นจักรยาน ก็มีช่วงคิดทำกาแฟ​ พวกกระดาษกรองกาแฟก็ขายดี ช่วงนึงเด็กชอบทำสไลม์ กาวเราก็จะขายดี อย่างตอนนี้ก็จะฮิตแต่ง scrapbook เพราะว่าใกล้ๆ สิ้นปีแล้ว ช่วงนี้ก็จะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เด็กหรือผู้ใหญ่ก็จะเข้ามาหางานอดิเรกทำกันมากขึ้น​ ส่วนหนึ่งก็ตาลก็คิดว่า คนเราสื่อสารกับเว็บต่างๆ มากขึ้น เขารู้ว่าเขาอยากลองทำอะไร เขาก็ซื้อมาทำได้

 

"แต่ในปัจจุบันคนเขาเข้ามาในร้าน เขามาหางานอดิเรกทำว่าจะทำอะไรดี เขารู้ว่าเขาอยากลองทำอะไร เขาก็ซื้อมาทำได้" 

 

 

อะไรคือสิ่งที่ที่ทำให้ “สมใจ” ยังสาวในใจแฟนๆ ตลอด

 

ตาล: คิดว่าคงเป็นเพราะร้านเราพยายามจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา หมายความว่า เรามีของที่ทุกคนต้องการอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่าง มีวันนึงที่ตาลเคยเป็นแคชเชียร์ที่สาขาจามจุรี สแควร์ เราก็มองตัวเองว่าเป็นร้านขายเครื่องเขียน เราก็คาดว่าลูกค้าจะซื้อปากกา ยางลบ อะไรอย่างนี้ แต่ประมาณ 70% ที่มา คือมาซื้อเชือกปอ กล่องไม้ ซื้อของตกแต่งอย่างกระพรวน กระดิ่ง หัวใจฟองน้ำ ไปติดกล่อง ทำให้เรารู้เลยว่า เขาไม่ได้คาดหวังจะมาซื้อแค่เครื่องเขียนอย่างเดียว เขามาหาซื้ออย่างอื่นที่เขาไม่สามารถหาซื้อที่อื่นได้ด้วย

 

 

ราคาถูกใจแบบ “สมใจ”

 
ตาล: อันนี้สำคัญ เพราะลูกค้าคาดหวังว่าเราจะต้องขายราคามิตรภาพ ถ้าเห็นเราขายแพงกว่าร้านอื่น เขาจะรู้สึกโกระ ไม่เป็น “สมใจ” เลย ถ้าเราขายแพงกว่า เพราะฉะนั้นที่เราทำคือยึดหลักที่เรามีมาตั้งแต่คุณยาย ก็คือขายของราคามิตรภาพ กำไรเราไม่ได้เยอะมาก เพราะร้านเราต้องการขายให้นักเรียนจริงๆ อย่างคุณยายเขาบอกไว้เลยว่า ตอนแรกเขาเริ่มต้น ก็คือขายสารานุกรมธรรมดา ขายหนังสือ ไม่ได้คิดจะขายนักเรียนด้วย เพราะว่าช่วงนั้นสารานุกรมขายดีเมื่อ 60 ปีก่อน แต่เพราะอยู่ใกล้โรงเรียน ผู้ปกครองก็เลยมาถามหาเครื่องเขียนมากขึ้น คุณยายก็เลยนำเครื่องเขียนมาขายด้วย แล้วเขาก็ไม่ได้บวกกำไรแพงตั้งแต่แรก เพราะเขารู้สึกว่าเขาต้องการขายให้นักเรียนมีใช้ เพราะถือว่าเครื่องเขียนก็เหมือนปัจจัย 4 ที่นักเรียนต้องใช้ เราเองก็รู้สึกว่าเราไม่อยากไปเอากำไรตรงนั้น ก็เลยลามไปกันทุกๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน DIY งานประดิษฐ์ต่างๆ ก็ไม่ได้เอากำไรเยอะ เพราะความคลาสสิคของ “สมใจ” คือความหลากหลายของสินค้าในราคามิตรภาพ

 

"คุณยายขายเครื่องเขียนตั้งแต่ 60 ปีก่อน ไม่ได้บวกกำไรแพง เพราะเขารู้สึกว่าต้องการขายให้นักเรียนมีใช้ เพราะเครื่องเขียนก็เหมือนปัจจัย 4 ที่นักเรียนต้องใช้"  

 

 

คิดจะปรับโลโก้หรือเปล่า

 

วิภ: ตัวโลโกจริงๆ เรามีปรับเล็กน้อย เราอยากคงคอนเซ็ปแบบเดิม แต่อยากให้มัน friendly สำหรับคนที่อายุน้อยลงด้วย โลโก้อันเก่าเป็นลายมือคุณยายเลย ไม่ใช่ font จากไหน คือสมัยก่อนเวลาจะออกแบบอะไรเขาต้องเป็นแมนนวลหมด โลโก้คุณยายก็เขียนเองเลย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 จนตั้งแต่เรากลับมา สมใจก็ยังไม่มีไฟล์โลโก้ที่เป็น .ai เลยด้วยซ้ำ มีแต่ jpeg ซึ่งไม่เหมือนกันเลยสักอัน ส่วนอันใหม่จะคลีนขึ้นเล็กน้อย

 

"โลโก้อันเก่าเป็นลายมือคุณยายเลยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ตอนกลับมาสมใจยังไม่มีไฟล์โลโก้ที่เป็น .ai เลยด้วยซ้ำ มีแต่ jpeg ซึ่งก็ไม่เหมือนกันเลยสักอัน"

 

ตาล: Offline หรือหน้าร้านเราไม่ได้ปรับ เพราะเราคิดว่าการจะไปเลาะคำว่าสมใจออกแล้วแปะใหม่เนี่ยคงไม่มีทุนขนาดนั้น เราเองก็ยังไม่พร้อมที่จะรีโนเวทใหม่หมดด้วย แล้วที่ภาพลักษณ์ที่ลูกค้าจะเห็นได้เยอะที่สุดก็น่าจะเป็นภาพลักษณ์ทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือ Instagram หรือ Facebook เราก็เลยปรับทางนี้ก่อน แล้วก็สำหรับสาขาที่ขึ้นใหม่ ต่อไปนี้ก็จะเป็นโลโก้ใหม่

 

 

ปกติอินกับเครื่องเขียนไหม

 

วิภ: ตอนแรกก็รู้สึกไม่อินนะ ตอนเรียนก็ไม่ได้ชอบเครื่องเขียนอะไร ไปโรงเรียนเอาดินสอไปแท่งเดียว (ฮา) แต่พอมาทำ บางทีเรารับรู้ความรู้สึกลูกค้าได้ว่า เขามาซื้อแล้วเขาชอบ “อ๋อ...มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ” อยู่ๆ มันก็อินไปด้วย หรือไม่ก็คุณตาลบอกอันนี้มันดีอย่างนั้นอย่างนี้นะ ปกติเราไม่เคยสนใจเลย พอรู้เกี่ยวกับมันแล้วก็พบว่ามันน่ารักนะ มันมีความต่างเนอะ ปากกาแต่ละยี่ห้อ สีอย่างอะคริลิก สีน้ำ ก็เลยรู้สึกอินมากขึ้น
 

"ปกติเราไม่เคยสนใจเลย พอรู้เกี่ยวกับมันแล้วก็พบว่ามันน่ารักนะ มันมีความต่างเนอะ ปากกาแต่ละยี่ห้อ สีอย่างอะคริลิก สีน้ำ ก็เลยรู้สึกอินมากขึ้น"

 

ตาล: ชอบใช้เครื่องเขียนมากค่ะ แต่เพิ่งมารู้เรื่องอุปกรณ์ศิลป์มากขึ้นเพราะได้ทำระบบ training พนักงานแล้วรู้สึกว่าสาขาเราจะโตได้เนี่ย เราต้องมี resource และเรายังไม่มีระบบ training ก็เลยต้องจัด training ขึ้น แล้วทุกครั้งที่ไป train ไปลองทำเวิร์คช็อป ​เราก็ไปซึมซับ ก็เลยรู้มากขึ้น รู้ว่าสีมีกี่ประเภท สมัยก่อนยังไม่รู้เลยว่า อะคริลิกกับสีน้ำมันต่างกันยังไง​ ตอนนี้ความสนใจตาลก็จะขยายวงกว้างไปอุปกรณ์ศิลป์มากขึ้น คือเริ่มสนใจการวาดสีน้ำ พอรู้พอทำแล้วมันก็รู้สึกสนุก

 

 

เริ่มทำชุมชนคนรักเครื่องเขียน

 

ตาล: เดี๋ยวหลังจากนี้เราจะเริ่มมีเวิร์คช็อปในเดือนธันวาคมกับศิลปินที่ทำงานศิลปะชั้นนำของไทย คือเราอยากให้แบรนด์มีตัวตน มีชีวิตชีวา มีคอนเนคชั่นกับลูกค้า คือไม่ใช่ว่าซื้อของแล้วจบไป เพราะเราไม่ใช่แมคโครที่มาซื้อของขายส่งแล้วกลับไป แต่เราอยากให้ “สมใจ” เป็นชุมชนที่ทำให้ลูกค้าเข้ามาแล้วสามารถมาเสพไลฟ์สไตล์ตรงนี้ได้ตลอดไป