Apr 03 2018

destination

ไปมัลดีฟส์ทั้งที ขอใช้ชีวิตดีให้สุดที่ Gili Lankanfushi

ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องเอาให้สุด !
แน่นอนว่ามัลดีฟส์ถือเป็นอันดับหนึ่งของ Destination ในดวงใจที่คนทั่วโลกอยากไปมากที่สุด ! ไม่เว้นแม้แต่คนไทย (ที่ก็มีทะเลสวย ๆ อยู่เยอะแยะ) ก็ยังใฝ่ฝันว่าจะต้องไปเหยียบมัลดีฟส์ให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต
 
แต่ถ้าอยากจะอ่านอะไรที่เป็นแบบ "กำเงิน 30,000 ก็ไปมัลดีฟส์ได้" บลา บลา บลา จุด ๆ นี้ เราขอให้ปิดหน้าจอไปได้เลย เพราะสำหรับเราแล้ว ไม่ว่าเราจะเป็นคนงกแค่ไหน แต่แลกกับประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตบนเกาะสวรรค์อย่างมัลดีฟส์ บอกเลยว่าเรายอมทุ่มให้หมดหน้าตัก ! เพราะมัลดีฟส์ไม่ได้ไปง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากถ้าเลือกเป็น !
 
 
และหลังจากทำการรีเสิร์ชมาเป็นเวลา 3 เดือนกว่า สุดท้ายเราเลยไปตกลงปลงใจให้กับ Gili Lankanfushi รีสอร์ตสไตล์ Eco-Luxury ที่เราขอยกให้เป็นความดีงามที่สุดในชีวิตที่เราเคยประสบพบเจอมา !! อยากรู้ว่าจะดีแค่ไหน ต้องตามไปอ่านนะ

เลือกโรงแรมที่ใช่ = ได้ติดเกาะสวรรค์

 
 
อย่างแรกเลยคือต้องเข้าใจก่อนว่า การเที่ยวมัลดีฟส์ไม่เหมือนกับการเที่ยวยุโรป หรือไปญี่ปุ่น ที่เราสามารถลงเครื่องแล้วหาโรงแรมใกล้ ๆ ซุกหัวนอน หลังจากนั้นค่อยตื่นมาเดินเที่ยวเล่นในเมืองได้
 
แต่ด้วยความที่พื้นที่บนเกาะในจำนวนหลายร้อยเกาะของประเทศนี้มีน้อยมาก เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่แล้ว  1 เกาะของที่นี่ เลยเท่ากับ 1 โรงแรม ! ดังนั้นการเลือกโรงแรมที่ใช่ที่สุด ก็เหมือนเราได้ไปติดเกาะสวรรค์ยังไงอย่างงั้นเลยล่ะ !

เซฟเงินด้วยสปีดโบ๊ต

 
 
หลังจากที่เข้าใจกันแล้วว่า 1 โรงแรมนั้นเท่ากับ 1 เกาะ นั่นหมายความว่าการที่เราจะไปถึงแต่ละโรงแรมที่เราจองไว้ ต้องผ่านการเดินทางต่ออีกทอดหนึ่งจากสนามบินหลักของประเทศนี้ ซึ่งการเดินทางต่อไปยังโรงแรมก็มีทั้งนั่งเรือสปีดโบ๊ต เครื่องบินน้ำ ไปจนถึงเครื่องบินระหว่างประเทศ ราคาก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ

 
เพราะฉะนั้นให้จำไว้เลยว่าวิธีเซฟคอสต์ด้วยการเลือกโรงแรมที่สามารถเดินทางไปได้ด้วยสปีดโบ๊ตถือเป็นการเลือกที่ฉลาดที่สุด แถมยังประหยัดเงินไปได้ถึงหลักหมื่นเลยทีเดียวนะ ดังนั้น Gili Lankanfushi คือเข้าข่ายตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเราในทริปนี้

ไปถึงมัลดีฟส์แล้ว นอน Overwater Villa เถอะ ขอร้อง !

 
Villa Suite
 
อีกหนึ่งอย่างที่เราไม่เข้าใจเลยว่าคนตัดสินใจไปมัลดีฟส์ทั้งที จะมัวเซฟคอสต์กับเรื่องที่ไม่ควรเซฟอย่างการเลือกนอนในห้องพักถูก ๆ แต่ไม่เห็นวิวอะไรเลยไปทำไมกัน ! แบบนั้นไปเที่ยวกระบี่ก็ความรู้สึกเดียวกันอ่ะ
 
สำหรับเรา ห้องพักแบบ Overwater Villa นี่มันคือซิกเนเจอร์ของมัลดีฟส์เค้าเลยนะ ถ่อนั่งเครื่องตั้ง 4 ชม.ไปถึงที่นั่นแล้วทั้งที ได้โปรดอย่างกเลยขอร้อง เลือกนอนแบบดี ๆ ไปเลยเถอะเชื่อเรา ครั้งหนึ่งในชีวิตจะมัวมานอนห้องพักบนเกาะไม่เห็นวิวอะไรเลยได้ยังไง
 
Villa Suite
 
ซึ่งความดีงามของ Gili Lankanfushi ที่เราเลือกมาพักในทริปนี้ คือมันไม่มีห้องพักบนเกาะให้วุ่นวายใจ ให้เลือกเยอะ เพราะห้องพักทั้งหมดในจำนวน 45 ห้อง ล้วนแล้วแต่เป็น Overwater Villa ทั้งนั้น ทุกหลังมาพร้อมระเบียงที่เราสามารถกระโดดลงไปดำดูปะการังได้จากหลังบ้านเลย
 
 
 
ยังไม่จบแค่นั้น เพราะการเป็น Overwater Villa ของที่นี่ไม่ได้ไก่กาอาราเล่เหมือนรีสอร์ตอื่นแต่อย่างใด เพราะขนาดห้อง type ต่ำสุดของที่นี่อย่าง Villa Suite ยังมีพื้นที่กว้างมากถึง 210 ตร.ม. แบ่งเป็นห้องนอนที่เหมือนได้นอนลอยอยู่บนน้ำทะเลจริง ๆ ห้องอาบน้ำแบบโอเพ่นแอร์ที่สามารถกระโดดลงทะเลไปได้เลย ห้องแต่งตัวแบบวอล์ก-อิน ห้องนั่งเล่นกลางบ้านไว้รับลมทะเล และนอกชานชั้นสองสำหรับนอนดูดาวตอนกลางคืน

 
The Private Reserve
 
The Private Reserve

 
แต่สำหรับใครที่กระเป๋าหนักกว่าเรา ที่นี่ยังมีสิ่งที่เรียกว่า The Private Reserve ซึ่งมันคือ Overwater Villa ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ! ย้ำใหญ่ที่สุดในโลก เป็นวิลล่าเหนือระดับน้ำทะเลที่ต้องนั่งเรือของโรงแรมออกไปอีกประมาณ 5 นาที รองรับแขกได้ประมาณ 10-12 คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหล่าเซเลบริตี้มาปาร์ตี้กันเก๋ ๆ มีสระว่ายน้ำส่วนตัว จากุชซี่ในทุกห้องพัก ห้องฟิตเนสและสปาส่วนตัว รวมไปถึงสไลเดอร์ยักษ์ที่โถงกลางบ้านสำหรับจัดปาร์ตี้แบบรัว ๆ
 
จุด ๆ นี้บอกได้คำเดียวว่ามันคือสวรรค์บนดินของจริง

All Inclusive มันดียังไง ?

 
 
ตอนแรก ๆ ที่เราทำรีเสิร์ชข้อมูล มีแต่คนบอกว่าอาหารมัลดีฟส์น่ะกินแทบไม่ได้เลย ยิ่งด้วยต้องมาติดเกาะ หาร้านสะดวกซื้อก็ไม่มี ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่
 
 
 
แต่บอกเลยว่าไม่ใช่อย่างที่เรากลัวแน่นอน เพราะทุกมื้อของเราที่ Gili Lankanfushi คืออร่อยกว่าอยู่ไทยไปอีก ยิ่งแพคเกจที่เราเลือกแบบ All Inclusive ซึ่งหมายถึงการฟรีอาหาร 3 มื้อรวมถึงเครื่องดื่ม บอกเลยว่าชีวิตดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว จ่ายครั้งเดียว เจ็บครั้งเดียว แล้วจบเลย ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีกแล้ว เอาไปแต่ตัวกับพาสปอร์ตก็ยังได้ ! ชอบชีวิตที่ไม่ต้องหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาซะจริง


ทำไม Eco ถึงจะ Luxury ไม่ได้

 
ก่อนหน้านี้เราไม่เคยเข้าใจเลยว่าความบ้าน ๆ อนุรักษ์ธรรมชาติแนว Ecology จะมาเกี่ยวอะไรกับรีสอร์ตระดับเกิน 5 ดาวแบบนี้ แต่ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เลยทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่รีสอร์ตบนเกาะมัลดีฟส์ที่ไปสุดทางเรืองความอีโคของจริง
 
เริ่มจากการยึดรองเท้าแขกที่มาเข้าพักตั้งแต่ลงเรือที่สนามบิน ให้เดินเท้าเปล่าอยู่บนเกาะเพื่อสัมผัสธรรมชาติที่แท้จริง และได้พิสูจน์ไปในตัวว่าที่นี่ไม่มีแม้เศษขยะซักชิ้นให้ระคายเท้า ไปจนถึงการมี Marine Biologist หรือนักชีววิทยาทางทะเลคอยดูแลแนวประการังของรีสอร์ตให้คงความสมบูรณ์อยู่เสมอ
 
 
เรายังได้เจอกับคุณ Hari Govindaraj ผู้ช่วยเชฟของที่นี่ซึ่งเป็นผู้ดูแลสวนผักออร์แกนิกขนาดใหญ่ของรีสอร์ต ซึ่งนำผลผลิตที่ได้จากสวนนี้มาใช้เสิร์ฟแบบสด ๆ ให้กับลูกค้าที่เข้าพัก
 
 
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความอีโคทั้งหมดก็ไม่ได้ดูไก่กา แต่อยู่บนพื้นฐานของความหรูหรา และถูกซ่อนไว้ภายใต้ดีไซน์เก๋ ๆ ทุกมุมของรีสอร์ต ใครที่ไปพักที่นี่จะรู้สึกถึงความสงบ สบาย แต่ก็ยังได้อารมณ์แบบไฮโซทริปอยู่ดี ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม

กิจกรรมแบบจัดเต็ม

 
 
สำหรับใครที่กลัวไปถึงแล้วรู้สึกเบื่อ ไม่อยากติดเกาะตลอดทริป ไม่ต้องกังวลเลย เพราะสามารถแพลนตารางกิจกรรมกับ Mr.Friday ซึ่งเป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวของเราได้ตลอด 24 ชม.

 
อย่างตอนที่เราไปเนี่ย Mr.Friday ของเราที่ชื่อ Nana ก็จัดตารางของเราซะแน่นจนไม่มีเบื่อเลย ทั้งออกไปล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกพร้อมดูปลาโลมา แล้วยังมีทริปไปเกาะโลคัลอย่าง Huraa Island แบบวันเดย์ทริป หรือใครจะเลือกรีแลกซ์ด้วยสปาที่ Meera Spa ห้องสปาสุดเอ็กซ์คลูซีฟของรีสอร์ตนี้ก็ได้เหมือนกันนะ
 
เร็ว ๆ นี้เราจะเอาคลิปวิดีโอกิจกรรมสนุก ๆ บนเกาะ Gili Lankanfushi มาอวดแน่นอน ! รอติดตามกันให้ดีล่ะ
 
 
ใครที่รี ๆ รอ ๆ ยังไม่รู้ว่าจะเลือกรีสอร์ตไหนในมัลดีฟส์ดี เราขอชีดเส้นใต้ด้วยปากกาไฮไลท์สามร้อยเฉดสีไว้ตรงนี้เลยว่า ต้องมาพักที่ Gili Lankanfushi ให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต ! รับรองว่าคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ !
 
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ gili-lankanfushi.com