Nov 28 2017

destination

ไปเที่ยวกัน ! พาทัวร์ Qingdao เมืองเทพนิยายที่เค้าว่ากันว่าเป็น “สวิสเซอร์แลนด์เมืองจีน”

เดี๋ยวนี้มีบินตรงแล้วด้วยนะ

Qingdao เมืองที่เรายังไม่เจอเต่า แต่เจอทะเล !

 
ถ้าพูดถึงเมือง Qingtao แล้วยังงงอยู่ว่าคือที่ไหนบนโลกใบนี้กันแน่ เราขอไขข้อสงสัยด้วยคำตอบที่ไม่สั้นมาก แต่ได้ใจความ ว่า Qingdao (อ่านว่า ชิงเต่า) คือเมืองท่ายุทธศาสตร์ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน
 
 
ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1897 ถึง ปีค.ศ. 1914 เป็นเวลากว่า 17 ปีที่ชิงเต่าถูกยึดครองโดยกองกำลังทหารจากรัฐบาลเยอรมนี ดังนั้นทั้งสถาปัตยกรรม และโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ของเมืองอาณานิคมแห่งนี้ เลยมีรูปร่างหน้าตาค่อนไปในทางยุโรปซะมาก ถ่ายรูปออกมาอาจดูไม่ออกว่าอยู่จีนเลยด้วยซ้ำ
 
 
เพราะเหตุนี้ชิงเต่าเลยกลายมาเป็นเมืองในเทพนิยายแห่งโลกตะวันออกที่เหมือนยกเอาศิลปวิทยาการฝั่งยุโรปมาไว้บนแผ่นดินทวีปเอเชีย ไม่แปลกที่เมืองนี้ถึงขั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น “สวิสเซอร์แลนด์แห่งประเทศจีน” เลยทีเดียว

Soimilk Q&A: ชิงเต่ามีอะไรให้เที่ยว ?

 
ด้วยความที่เมืองชิงเต่าโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมกลิ่นอายยุโรปจากการเคยเป็นเมืองขึ้นของทางฝั่งเยอรมนีมาก่อน เลยเป็นความดีงามของนักท่องเที่ยวงบน้อย (อย่างเรา) ที่ไม่จำเป็นต้องบินไปเที่ยวไกลถึงยุโรป แต่มาที่นี่ก็ได้ฟีลแบบนั้นเหมือนกันเด๊ะ ๆ ถ้าจะให้ดี เราอยากให้ทุกคนเที่ยวแบบไม่ต้องรีบ จัดแพลนแต่ละวันไม่ต้องแน่น แค่ไปเดินดูบ้านเมือง สูดอากาศเย็น ๆ ให้เต็มปอด แค่นี้ก็คุ้มค่ากับการมาชิงเต่าแล้วล่ะ
 

เดินเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรให้มากที่ Badaguan

 
 
 
ที่แรกที่เราบอกเลยว่าควรมีอยู่ในแพลน คือ Badaguan ที่คนไทยมักเรียกกันว่าถนนแปดสาย ถ้าถามว่าให้มาทำอะไรที่นี่ คำตอบคือเอาไว้ใช้เวลาเดินลัดเลาะไปเรื่อย ๆ ตามถนนทั้ง 8 เส้นที่เชื่อมถึงกัน ซึ่งแต่ละเส้นจะปลูกต้นไม้แต่ละชนิดไว้ไม่ซ้ำกันเลย ใครมาช่วงใบไม้ร่วงก็จะถ่ายรูปใบไม้เปลี่ยนสีกลับบ้านมารัว ๆ เหมือนเรา แต่ถ้าใครมาช่วงฤดูใบผลิ ก็จะได้เจอต้นซากุระบานสะพรั่งบนถนนทั้งสาย แค่นี้ก็ฟินจนเดินอยู่นี่ได้ทั้งวัน


ทำเนียนถ่ายพรีเวดดิ้งที่ลานหน้าโบสถ์ St. Michael

 
 
 
ความท้าทายอย่างนึงเมื่อมาถึงโบสถ์คาทอลิกหน้าตาคลาสสิกใจกลางย่านดาวน์ทาวน์ของชิงเต่าอย่างโบสถ์ St. Michael คือการถ่ายรูปยังไงไม่ให้ติดคู่รักพรีเวดดิ้งจากทั่วสารทิศบนแผ่นดินจีนที่ต่างก็พากันมาถ่ายรูปรอบ ๆ โบสถ์แห่งนี้อย่างไม่ได้นัดหมาย ไม่ว่าจะเป็นลานหน้าโบสถ์ ถนนด้านข้าง หรือแม้แต่ใต้ต้นไม้หลังโบสถ์ก็ยังแทบไม่มีที่ว่างสำหรับเรา เชื่อว่านี่น่าจะเป็นแลนด์มาร์กที่มีคนมาถ่ายพรีเวดดิ้งเยอะมากที่สุดแห่งนึงบนโลก จุด ๆ นี้ใครไม่มีแฟนสามารถเนียนถ่ายคู่กับอาม่าอากงแถวนั้นไปก่อนได้เลย เหล่าม่า ๆ พร้อมจะเข้ามาร่วมแจมในรูปกับเราเสมอ (ฮือ)


เรียนรู้ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าเยอรมนี

 
 
นี่คือผลงานที่หรูหราที่สุดในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของชาวเยอรมนีบนแผ่นดินจีน โดยปราสาทหลังย่อมนี้แต่เดิมเคยเป็นบ้านพัก (ประมาณจวนผู้ว่า ฯ บ้านเรา) ของครอบครัวชาวเยอรมันผู้มีสิทธิ์ขาดในการปกครองเมืองชิงเต่า วัสดุทุกชิ้นตั้งแต่อิฐ เหล็ก ท่อน้ำ กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ถูกนำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี ด้วยความที่ถูกอนุรักษ์ไว้ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ที่นี่เลยงดให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปด้านใน

สูดโอโซนให้เต็มปอดที่ภูเขาเหลาซาน

 
 
เคยดูหนังจีนที่จอมยุทธต้องไปฝึกวิชาบนเขาเหลาซานมั้ย ? เราจะบอกว่าภูเขานั้นมีอยู่จริงนะ แถมยังเป็นต้นกำเนิดของลัทธิเต๋าอีกต่างหาก ถ้าได้ขึ้นไปเห็นวิวด้านบนจะร้องอ๋อ ว่าทำไมคนมาฝึกวิชาที่นี่ถึงกลายเป็นเซียนได้เลย นอกจากพืชพรรณไม้โบราณสลับกับวิวภูเขาหินแกรนิตและหินอ่อนที่ควรเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว ตำหนักไท่ชิงกง ต้นตำรับวัดของลัทธิเต๋า ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรแวะ ให้คุ้มค่ากับที่นั่งรถมาซะนานกว่าจะมาถึงล่ะนะ

May Forth Square จุดสร้างแลนด์มาร์คที่ถ้าไม่แวะมาก็เหมือนมาไม่ถึงชิงเต่า

 
 
May Forth Square หรือจตุรัส 54 จะมีประติมากรรมโลหะสีแดงขนาดใหญ่ที่สุดในแผ่นดินจีนตั้งอยู่ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากทิศทางการหมุนของลม สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพจากเยอรมนี นอกจากตัวประติมากรรมจะถ่ายรูปขึ้นกล้องแบบดีงามพระรามเก้าสุด ๆ แล้ว รอบ ๆ จัตุรัสนี้ยังมีวิวอ่าว Fushan สวย ๆ ไว้ให้เดินเล่นในวันอากาศดีอีกด้วย


ชมวิวเมืองชิงเต่าแบบสโลว์ไลฟ์บน Little Fish Hill

 
 
ถ้าใครมีเวลาเหลือในทริปอีกหน่อย เราอยากแนะนำให้แวะไป Little Fish Hill เนินเขาขนาดย่อมกับวิวสุดโรแมนติกแบบท็อปวิวของเมืองชิงเต่า ด้านบนมีอาคารสูง 3 ชั้นสไตล์จีนให้เดินขึ้นไปชมวิวพร้อมรับลมเย็น ๆ ส่วนตัวเราชอบที่นี่มาก เพราะคนไปไม่เยอะ เงียบสงบ แถมเห็นวิวเมืองชิงเต่าในมุมมองไม่เหมือนใครด้วยนะ

ก่อปราสาททรายริมชายหาดกับอากาศแบบไม่เหนียวตัว

 
Swimming Beach No.2

 
 
ส่วนถ้าถามในมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวจีน นอกจากความสวยงามของตึกรามบ้านช่องแบบยุโรปแล้ว สิ่งที่ดึงดูดชาวจีนเมืองอื่น ๆ ให้มาที่นี่ คือความสวยงามของชายหาด ที่มีไว้สำหรับพักผ่อนในหน้าร้อน และด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปี ลองคิดดูเอาเองว่าจะฟินแค่ไหนถ้าได้นั่งรับลมทะเลริมหาดในอากาศประมาณ 23 องศาช่วงหน้าร้อน ! ในจุด ๆ นี้เราแนะนำให้ไปที่ Swimming Beach No.2 ได้เลย รับรองว่าเก๋ !

Soimilk Q&A: ชิงเต่ามีอะไรให้กิน ?

 
 
 
ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่า เมืองทะเลทั้งที ของดีของเด็ดของเมืองนี้คงหนีไม่พ้นอาหารซีฟู๊ด พูดมาถึงจุดนี้ ใครที่คิดว่าโอ๊ย ก็แค่ซีฟู๊ดไม่เห็นจะตื่นเต้นตรงไหน แสดงว่าคุณยังไม่รู้จักคนจีนดีพอ

 
 
ถนน Pi Chai Yuan
 
หนึ่งในความครีเอททีฟของคนจีนคือการจับทุกสรรพสิ่งในท้องทะเลที่สามารถกินได้มาทำเป็นอาหาร เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้เจอแค่กุ้ง หอย ปู ปลา แต่ตามถนนข้างทาง และตามตรอกซอกซอยจะมีทั้ง พุดดิ้งหอยเม่นนึ่ง ปลิงทะเลเผา ไปจนถึงปลาดาวย่างเลยทีเดียว ใครอยากสัมผัสอาหารแบบโลคัล ให้เดินทะลุจากถนนข้างโบสถ์ St. Michael แล้วพุ่งตัวไปที่ถนน Pi Chai Yuan ได้เลย
 
 
 
นอกเหนือจากซีฟู๊ด สิ่งที่ขึ้นชื่อของชิงเต่าที่ไม่ได้กินก็เหมือนมาไม่ถึง นั่นก็คือของเด็ดชื่อเดียวกับเมืองอย่างเบียร์ Tsingtao นั่นเอง อันนี้คงไม่ต้องบอกถึงความโด่งดังเพราะนี่คือเบียร์อันดับ 3 ของโลก และอันดับ 1 ของจีน ไม่ใช่แค่ทุกร้าน ทุกตรอก ทุกซอก ทุกซอย ในเมืองนี้จะขายเบียร์ชิงเต่าแบบไปร้านไหนก็เจอ แต่ที่นี่ยังมีโรงผลิตเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในจีนซึ่งเปิดให้เข้าชมเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านในด้วยนะ

 

Soimilk Q&A: ชิงเต่า นอนที่ไหนดี ?

 
จริง ๆ แล้ว ถ้าเราตั้งใจไปแบบแบ็กแพ็ก ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการนอนในย่านดาวน์ทาวน์ เพราะการคมนาคมสะดวก ใกล้ทั้งรถไฟใต้ดิน รถบัส และรถราง ที่พักมีให้เลือกตั้งแต่ Airbnb สำหรับแบ็กแพ็กเกอร์งบน้อย ไปจนถึงโรงแรมระดับ 2 ดาว หรือ 5-6 ดาวเลยก็มี อย่างเช่น Sheraton Qingdao Jiaozhuo ก็เป็นอีกโรงแรมที่เราเล็งไว้ว่าจะไปพักรอบหน้า (ถ้าได้ไป) ด้วยทำเลทองที่ตั้งเด่นอยู่กลางเมือง รายล้อมด้วยห้างต่าง ๆ แถมเรายังแอบเห็นสถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ติดกับโรงแรมเลยด้วย
 

เครดิตภาพจากโรงแรม Hilton Qingdao Golden Beach
 
แต่ถ้าใครชอบนอนแบบไม่อึกทึกคึกโคมและต้องการความเป็นส่วน ที่พักที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นย่านนอกเมืองหน่อยอย่างโซน Huangdao นอกจากจะเป็นโซนเงียบ ๆ ไม่พลุกพล่าน ที่นี่ยังมีวิวริมชายหาดสวย ๆ ไว้เดินทอดน่องท้าลมหนาวเล่น ๆ ในตอนเช้าอีกด้วย อย่างโรงแรมที่เราไปพักในครั้งนี้คือ Hilton Qingdao Golden Beach บอกได้คำเดียวว่าสตั๊นท์ไป 10 วิตั้งแต่เห็นครั้งแรก รู้สึกเหมือนได้พักในปราสาทเทพนิยายอะไรซักเรื่อง ถ้าใครอินหน่อยก็เตรียมชุดเจ้าหญิงมาถ่ายรูปเล่นยังได้เลย ข้อเสียอย่างเดียวคือตัวโรงแรมอยู่นอกเมือง และสถานที่ท่องเที่ยว จะพักที่นี่ควรเช่ารถมาขับด้วยจะสะดวกที่สุด

 
แต่ถ้าไม่ติดเรื่องการเดินทาง เราขอให้แปดร้อยห้าสิบผ่านกับ Hilton Qingdao Golden Beach ไปเลย นอกจากวิวระเบียงที่เป็นสวนสไตล์ยุโรปแบบในรูปแล้ว การตกแต่งในห้องพัก รวมไปถึงควาโอ่อ่าของเฟอร์นิเจอร์ ไม่ว่าจะเป็น อ่างอาบน้ำเอย เตียงนอนที่ถ้าให้นอน 4 คนก็ยังไม่เบียด ไปจนถึงตัวโรงแรมที่เลือกใช้สถาปัตยกรรมแนววิกตอเรียนมาผสม บอกเลยว่าสวยจนไม่อยากออกไปเที่ยวที่ไหนเลยด้วยซ้ำ

Soimilk Q&A: ไปชิงเต่า ไปยังไง ?

 
คำถามสุดท้ายนี้ตอบง่ายสุด ๆ เพราะเมื่อไม่นานมานี้สายการบินลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์ที่เรารักอย่าง Nokscoot ได้เปิดรูทบินตรง ย้ำว่าบินตรง ! ไปลง Qingdao ด้วยเวลาบินแค่ 4 ชั่วโมงนิด ๆ แบบหลับยังไม่ทันอิ่มก็ถึงแล้ว
 
โดยไฟล์ทบินตรงจากกรุงเทพ ฯ ไปชิงเต่าจะมีมากถึง 5 ไฟล์ทต่อสัปดาห์ ใครที่อยากไปสัมผัสชิงเต่าด้วยตาตัวเองก็ไม่ต้องรอแล้ว พุ่งตัวไปจองตั๋วได้เลยที่ www.nokscoot.com/th/ แอบแนะนำให้จองตั๋วพรีเมียมของ Nokscoot Biz ไปเลย เพิ่มเงินอีกนิดหน่อย แต่แลกมากับความโล่งใจที่ไม่ต้องตบตีกับอาซิ่ม อาแปะทั้งหลาย แถมโปรฯ ตอนนี้ราคาน่ารักน่าโดนมาก บอกได้คำเดียวว่าให้รีบพุ่งตัวไปจอง !
 
 
โปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ - 30 พ.ย. 2560

Soimilk Says:  ในความรู้สึกเรา ถ้าเปรียบชิงเต่าเป็นอาหารจานนึง ก็คงเป็นอาหารฟิวชั่นเมนูลับที่คนไม่ค่อยสั่ง แต่กลับอร่อยมาก ทั้งกลิ่นอายโรแมนติกแบบยุโรป ที่ผสมกับความเป็นเมืองท่าต่างจังหวัดของจีนได้อย่างลงตัว มีความโลคัลแบบคนจีน แต่ก็ยังมีความฮิปสเตอร์ มีคาเฟ่ชิค ๆ ถนนเก๋ ๆ ให้เดินเล่นทั้งวัน ภูเขาก็สวย ทะเลก็แสนชิลล์ ยิ่งตั้งแต่มีไฟล์ทบินตรงของ Nokscoot อาหารจานเด็ดในชื่อว่า Qingdao เลยยิ่งครบรสเข้าไปใหญ่ เราเลยขอยกให้เมืองนี้เป็นหนึ่งใน dream destination ที่ควรไปก่อนตายเลยทีเดียว
 
 

Soimilk Tips:  อย่างสุดท้ายที่ขาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่หัวใจ Social Network (เช่นเรา) คือสัญญาณ wi-fi และอินเตอร์เน็ตเอาไว้อัพรูปสวย ๆ อวดชาวบ้าน เพราะฉะนั้นของที่ขาดไม่ได้คืออุปกรณ์สำคัญอย่าง Pocket Wifi นั่นเอง !

 
ในทริปนี้ เราลองใช้ Pocket Wifi ของค่าย Tripizee หน้าตาทันสมัย ไม่ต้องห่วงว่าถือติดมือแล้วถ่ายรูปออกมาจะดูแย่ เริ่มใช้งานได้ทันทีตั้งแต่ลงเครื่อง ที่สำคัญคือเป็นที่ชาร์ตแบตสำรองในตัวได้ด้วย (ถึงจะเพิ่งค้นพบวันสุดท้ายก็เถอะ) แต่ยังไงก็ตามต้องโหลดแอพ VPN ของหลาย ๆ สำนักติดเครื่องไว้ด้วย เพราะที่จีนจะบล็อคทั้งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ถ้าไม่โหลดไว้ก่อนตั้งแต่ไทย ไปถึงที่นู่นจะใช้ชีวิตลำบากมาก แต่ถ้าอยากสบายไปกว่านั้นก็พกซิมที่เปิดโรมมิ่งจากไทยไปด้วยก็จะดีมาก อย่างเราเองก็พก Travel Sim Asia ของค่ายทรูติดไปด้วย ซึ่งชีวิตออนไลน์ในจีนก็จะง่ายขึ้นเยอะเมื่อ VPN ใช้งานไม่ได้