Oct 04 2017

destination

ไปเที่ยวกัน: ทำตัวตามสบายเหมือนโลคัลที่เกาะฮ่องกงทางใต้

สัญญาว่าจะไม่พูดถึง sasa กับ Bonjour

ถ้าพูดถึงฮ่องกง สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือแหล่งช้อปปิ้ง ซึ่งเป็นแค่ส่วนเดียวที่ดันโดดเด่นสุดๆ สำหรับนักท่องเที่ยว แต่ความจริงแล้วเกาะฮ่องกงมีอะไรน่าสนใจมากกว่าที่คิด ตามเราไปเที่ยวฮ่องกงแบบไม่เข้า sasa หรือ Bonjour กันเลย!
 

แวะไปเยี่ยมบ้านนิตยสารสุดฮิป Monocle ในย่าน Wan Chai

 
สำหรับเรา Wan Chai ถือเป็นประตูสู่เกาะฮ่องกงทางใต้ (ถ้าไม่นับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Admiralty) ซึ่งจริงๆ ก็เป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยว เพราะมีรูปปั้นดอกชงโคทองบนธงชาติฮ่องกง ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ Golden Bauhinia Square เลียบชายฝั่งอ่าววิคตอเรีย
 
 
แต่อีกฟากที่บางคนไปไม่ถึงคือส่วนของถนน Queen’s Street ที่เต็มไปด้วยร้านรวงที่ซุกตัวอยู่ในตึกแถวลดหลั่นกันตามชั้นเขา ที่สะดุดตาเรามากคือช็อปของ Monocle นิตยสารไลฟ์สไตล์สัญชาติอังกฤษต้นแบบความคูลก็มาตั้งรกรากเปิดสาขาในเอเชียที่ย่านนี้ด้วยเช่นกัน ด้านในมี Monocle Travel Guide เรียงอยู่ครบทุกเล่ม รวมถึงนิตยสารรายเดือน สมุดโน๊ต และเครื่องเขียนที่น่าสะสม
 
ภาพจาก ka-pok.com
 
และในบริเวณใกล้ๆ กันยังเป็นที่ตั้งของร้านเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษอยู่ด้วย อย่างร้านสูทของ Club Monaco และแบรนด์โลคัล Sprezzatura รวมถึงสาขาดั้งเดิมของ Kapok ร้านไลฟ์สไตล์ขายสินค้าแฟชัน งานคราฟต์ และของแต่งบ้าน และในบล็อกถนนเดียวกันนี้ยังมีคาเฟ่บรันช์ที่คึกคักตลอดทั้งวันอีกด้วย

ใช้เวลาช้าๆ ในตึกแห่งแกลเลอรี่ที่ Hong Kong Arts Centre

 
 
จริงๆ ก็ไม่ได้พ้นจากย่าน Wan Chai ไปซักเท่าไหร่ สำหรับ Hong Kong Arts Centre ตึกสิบกว่าชั้นอันเป็นที่พักพิงของแกลเลอรี่และอาร์ตสเปซหลายเจ้า อาทิ สถาบันเกอเธ่ ฮ่องกง, Pao Galleries และ Shouson Theatre เป็นต้น

 
 
แต่ละแกลเลอรี่จะจัดแสดงผลงานหมุนเวียนไปเรื่อยๆ และสามารถเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วงที่เราไปมีนิทรรศการภาพถ่ายที่สถาบันเกอเธ่ และศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาฮ่องกง แอบปลีกตัวจากท้องถนนที่วุ่นวายมาเดินดูงานศิลปะก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย

ไปสนุกสุดเหวี่ยงที่ Ocean Park Hong Kong

 
 
ปัดเป่าความคิดเดิมๆ ออกจากหัวได้เลยว่า Ocean Park Hong Kong เป็นสวนสนุกของอากงอาเจ้ท้องถิ่นเท่านั้น และไม่ได้มีแค่สวนน้ำกับสไลเดอร์เพราะแค่คำว่า Ocean นะ แต่มันคือสวนสนุกบนภูเขาที่มีทุกอย่างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเบบี๋ วัยรุ่นผู้ชอบความท้าทาย ผู้หลักผู้ใหญ่มีอายุ ไปจนถึงรุ่นปู่ย่าตายาย คือถ้าไปกันทั้งครอบครัวก็ไม่ต้องทิ้งใครไว้ข้างหลังเลย
 
 
ด้วยความที่อยู่บนภูเขา ด้านในสวนสนุกก็จะแบ่งออกเป็น 2 พื้นที่ใหญ่ๆ คือ Waterfront กับ Summit และมีโซนแบ่งแยกย่อยลงไปอีก ซึ่งแน่นอนว่าคนวัยยี่สิบต้นๆ อย่างเราก็พุ่งไปที่ Thrill Mountain เป็นที่แรก เพื่อแบกร่างตัวเองไปเหวี่ยงและร้องสุดเสียงบนเครื่องเล่น The Flash ที่หมุนแบบ 360 องศาไปค้างกลางอากาศ และรถไฟเหาะ Hair Raiser ที่หวาดเสียวสุดๆ เพราะมีส่วนที่ยื่นออกไปกลางทะเลด้วย

 
 
 
ความพิเศษของช่วงเดือนตุลาคมคือ Halloween Fest ที่จัดขึ้นทุกปี ถือว่าเป็นเทศกาลใหญ่ของสวนสนุกเลยก็ว่าได้ สำหรับปีนี้มีเครื่องเล่นเด็ดคือบ้านผีสิงจากหนังเรื่อง Saw ต่อติดตายแห่งแรกของเอเชีย
 
 
 
แต่ที่เราตื่นเต้นกว่าคือบ้านผีสิง Kowloon Ghost City ที่จำลองเมืองเก่าอันมืดมิดของฮ่องกงสมัย 20 กว่าปีก่อนขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ เก็บทุกรายละเอียดแม้กระทั่งกลิ่น นอกจากนี้ยังมีเครื่องเล่น Halloween Fest อื่นๆ อีกหลายรายการ ที่เราเล่นแล้วนอนไม่หลับเลยทีเดียว ซึ่งจะเปิดให้สัมผัสความสยองขวัญไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ (รายละเอียดเพิ่มเติมที่ oceanpark.com.hk)

 
 
แต่ถ้าพาเด็กๆ หรือพ่อแม่ไปด้วย ก็ไม่จำเป็นต้องจับกลุ่มกันไปขนหัวลุกขนาดนั้น ใน Ocean Park Hong Kong ยังมีส่วนของอควาเรียมขนาดใหญ่ โซนสวนสัตว์ที่เดินดูได้เพลินๆ ไม่ว่าจะเป็นโคอาลา แพนด้า แมวน้ำอุ๋งๆ ไปจนถึงน้องเพนกวินกว่าร้อยตัว ซึ่งเราสามรถเข้าไปหลังบ้านและให้อาหารเพนกวินกับมือได้ด้วย แต่ต้องจองออนไลน์ก่อนนะ
 
รวมๆ แล้วที่นี่มีเครื่องเล่นมากกว่า 40 อย่าง แต่บัตรราคาแค่ 438 ฮ่องกงดอลล่าร์ หรือประมาณ 1,971 บาทเท่านั้น ราคานี้คือเล่นได้หมดทุกอย่างแล้วนะ ซึ่งบอกเลยว่าขาโหดแค่ไหนเล่นวันเดียวก็ไม่หมด วิธีเดินทางก็แสนง่าย นั่งรถไฟมาลงสถานี Ocean Park แล้วเดินดุ่ยๆ เข้าสวนสนุกได้เลย ไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ oceanpark.com.hk สะดวกสุดอะไรสุด!

จิบกาแฟแบบลูกผู้ชายที่ sensory ZERO ย่าน Wong Chuk Hang

 
 
กาแฟแบบลูกผู้ชายที่ว่านี่ไม่ต้องเบ่งกล้ามเพื่อยกจิบแต่อย่างใด และสาวๆ ก็จิบได้ไม่ผิดบาป แต่กิมมิคของ sensory ZERO สาขายานแม่ที่ Wong Chuk Hang นี้ได้แชร์พื้นที่ครึ่งหนึ่งกับ Sensory Fight Club ยิมสอนศิลปะการป้องกันตัวหลายแขนง แต่วางใจได้ว่าไม่เลือดสาดเหมือนพี่แบรด พิตต์ในหนังเรื่อง Fight Club แน่นอน เราสั่งเมนูง่ายๆ อย่างคาปูชิโนเย็น และเบเกิลสอดใส้แซลมอนและครีมชีส รสชาติถือว่าไม่แย่ แต่ถ้าไม่ได้กินก็ถือว่าไม่พลาดอะไร นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารจีนพวกเส้นๆ รวมถึงเมนูตะวันตกอย่างพาสต้าประจำวันด้วยเช่นกัน

 
 
ที่ชอบจริงๆ คือพื้นที่ร้านอันกว้างขวาง และเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่เหมือนกันเลยสักชิ้น แต่เข้ากันได้อย่างประหลาด เคมีดีๆ อีกอย่างของย่านนี้คือไม่พลุกพล่นเหมือนฝั่งเกาลูน และเป็นพื้นที่ของคนฮ่องกงจริงๆ เพราะถ้าเดินถัดไปอีกนิดจะเจอกับสนามกีฬาขนาดบิ๊กเบิ้มที่วัยรุ่นมาเล่นกีฬากัน และยังมีสตรีทอาร์ตบนกำแพงเป็นหย่อมๆ ดูแล้วก็คล้ายกับย่านเจริญกรุงของบ้านเราเหมือนกันนะ

ภาพโดย Mat Booth
 
นอกจากนี้แล้ว เกาะทางใต้ยังเป็นจุดหมายชั้นดีของคนรักกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นปีนเขาตามเส้นทาง The Hong Kong Trail หรือ Dragon’s Back Trail จะไปนอนอาบแดดอบผิวสีน้ำผึ่งที่หาด Repulse Bay ก็ยังได้ (ไม่ได้มีไว้แค่ไหว้พระ) เห็นไหมว่านอกจากช้อปปิ้งแล้ว ยังมีอะไรให้ทำเยอะแยะเลย
 
พักไหนดี?
 
 
ฮ่องกงขึ้นชื่อเรื่องที่พักแพงลิบแต่ห้องเล็กไม่สมราคา แต่ทางเลือกดีๆ อยู่ที่ฝั่งเกาะทางใต้นี่แหละ เราแนะนำ L’Hotel Island South (lhotelgroup.com) โรงแรมหรู 4 ดาว ราคาห้องรวมอาหารเช้าเริ่มต้นเพียง 4,300 บาทสำหรับ 2 คน ถึงจะห่างจากย่านช้อปปิ้งหน่อย แต่การเดินทางไม่ได้ลำบากเลยด้วยรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกันทั้งฮ่องกง

 
การเดินทาง
กรุงเทพฯ - ฮ่องกง: Thai Airways ราคาเริ่มต้น 8,890 บาท จองที่ thaiairways.com
ในฮ่อ่ง: รถไฟใต้ดินและรถเมล์สามารถใช้บัตร Octopus Card ได้ทั้งหมด
 
อัตราแลกเปลี่ยน
1 ดอลลาร์สหรัฐ = ประมาณ 4.3 บาทไทย