Mar 09 2017

heart the city

รัฐบาลควรใช้ ม.44 ให้เทคโนโลยีเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

แก้ปัญหาแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสารที่ต้นเหตุ

โนเกีย 3310 กำลังจะกลับมาวางขายอีกครั้งปีนี้ นับว่าเหมาะเจาะกับเวลาที่ประเทศไทยกำลังจะเดินทางย้อนเวลากลับไปในยุค 90 ที่เศรษฐกิจซบเซาและคนเมืองยังไม่ต้องใช้สมาร์ตโฟนเรียกแท๊กซี่

 

หลังจากตำรวจไทยได้ทำการล่อซื้อคนขับ Uber จำนวนกว่า 18 คัน เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ กรมการขนส่งทางบกก็ได้ออกมาเตือนว่าการใช้ Grab หรือ Uber นั้นผิดกฎหมาย ไม่ปลอดภัย และอาจจะเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 เพื่อแบนผู้ให้บริการตามรายงานของ The Nation

 

ปัจจุบันมันผิดกฎหมายที่รถธรรมดาจะมาให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารโดยไม่ได้จดทะเบียนแบบแท๊กซี่ และการมีอยู่ของแอปอย่าง Uber หรือ Grab ก็ กระทบต่ออาชีพแท๊กซี่แน่ๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างในประเทศนี้ต้องถูกอนุรักษ์ไว้เหมือนรางรถไฟไทย ถึงล่าสุดรมว.คมนาคมออกมายืนยันว่าจะไม่ใช้มาตรา 44 เพื่อแบน Uber แน่ๆ แต่เราคงจะไม่ได้ยินเรื่องการแก้กฎหมายเพื่อให้ Uber หรือ Grab ให้บริการได้อย่างถูกต้องเร็วๆ นี้แน่

 

นอกจากรายได้ที่อาจจะลดลงของแท๊กซี่แล้ว การเรียกแท๊กซี่แล้วคนขับไม่ยอมไปก็เป็นปัญหาเหมือนกัน และมันมีอีกหลายอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยเหลือคนขับแท๊กซี่ได้โดยไม่กำจัดการแข่งขันเสรี อย่างเช่นการเพิ่มอัตราค่าโดยสาร หรือจัดระเบียบราคาค่าเช่ารถของอู่แท๊กซี่

 

กฏหมายไม่ได้มีไว้บังคับให้คนอยู่ในกรอบ แต่เอาไว้ทำให้คนในสังคมสามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้นต่างหาก และถ้าคนในสังคมส่วนมากอยากจะใช้ Uber หรือ Grab ควบคู่กับแท๊กซี่เหมือนในอีกหลายเมืองบนในโลกใบนี้ เราสมควรที่จะทำได้โดยไม่ต้องหลบซ่อน

 

อาการกลัวการเปลี่ยนแปลงคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจในสังคมอนุรักษ์นิยมที่บุหรี่ไฟฟ้ายังผิดกฎหมาย เสียดายที่โนเกียไม่ได้เป็นสินค้าของบริษัทคนไทย ไม่เช่นนั้นเทคโนโลยีแย่ๆ จากแอปเปิ้ลและซัมซุงคงไม่ได้เข้ามาครองตลาดมือถือในประเทศเสรีของเราแน่นอน

 

สุดท้ายแล้วถ้าวันนึง Uber จะถูกแบนจริงๆ เราว่าก็ปิดอินเตอร์เน็ทและแบนสมาร์ตโฟนไปด้วยเลย ทีนี้แท๊กซี่ทุกคันก็จะรับเราไปทุกที่ที่เราอยากไปแน่ๆ