May 22 2018

movies

10 แอนิเมชั่นญี่ปุ่นที่ผู้ใหญ่ไม่ควรพลาด

ใครว่าแอนิเมชั่นให้เด็กดูอย่างเดียว
เชื่อว่าหลายคนที่ชอบดูการ์ตูนหรือแอนิเมชั่นคงเคยโดนเพื่อน ๆ หรือคนรอบข้างเหน็บแนมกันมาบ้างว่า “โตป่านนี้แล้วยังดูการ์ตูนอยู่อีกเหรอ” และก็ไม่รู้จะตอบโต้กลับไปยังไง เราจึงขออาสามาช่วยแก้ปัญหานี้ ต่อจากนี้ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนโดนเหน็บแนบแบบนี้อีก ให้ส่งบทความนี้ไปให้อ่านเลย เพราะนี่คือ 10 แอนิเมชั่นญี่ปุ่นที่ผู้ใหญ่ไม่ควรพลาด แล้วจะได้รู้กันว่าแอนิเมชั่นไม่ใช่แค่เรื่องสำหรับเด็กเท่านั้น จะมีเรื่องไหนบ้างไปดูกันเลย
 

1. Spirited Away (2001)

 
 
นี่คือแอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นเรื่องเดียวที่สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่างออสการ์ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องความยอดเยี่ยมของมันคงไม่ต้องพูดถึง Spirited Away แอนิเมชั่นความยาว 125 นาที จากสตูดิโอชื่อดังที่ใครหลายคนน่าจะรู้จักอย่าง Studio Ghibli ผลงานการกำกับของ Hayao Miyazaki ‘บิดาแห่งแอนิเมชั่นญี่ปุ่น’
 

 
Spirited Away เล่าเรื่องราวของเด็กผู้หญิงวัย 10 ขวบซึ่งพลัดหลงเข้าไปในโลกต่างมิติ ในโลกนั้นมีสิ่งมหัศจรรย์มากมายทั้งภูต ผี แม่มด เทพเจ้า และเด็กหนุ่มนามว่าฮาคุซึ่งจะนำเธอไปสู่การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่และจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปตลอดกาล ต้องบอกเลยว่า Spirited Away เป็นแอนิเมชั่นที่แฝงอะไรหลาย ๆ อย่างไว้ลึกซึ้งมาก สะท้อนจิกกัดสังคมได้แยบคาย และอาจจะต้องดูมากกว่า 1 รอบเพื่อเก็บรายละเอียดทั้งหมด ด้วยเนื้อหาแบบนี้แอนิเมชั่นเรื่องนี้อาจจะเหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่าเด็กเสียด้วยซ้ำ

2. Your Name (2016)

 
 
ในระยะหลังมีแอนิเมชั่นญี่ปุ่นเข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเราเยอะกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด Your Name อาจจะเป็น 1 ในสาเหตุของกระแสนิยมนี้ เพราะในตอนที่ Your Name เข้าฉายนั้นมันได้รับความนิยมแบบเกินความคาดหมาย ไม่เคยมีแอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นเรื่องไหนเคยทำได้แบบนี้มาก่อน เป็นปรากฎการณ์ซึ่งเป็นใบเบิกทางให้กับแอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นเรื่องหลัง ๆ
 

 
Your Name ผลงานของ Makoto Shinkai อีกหนึ่งเจ้าพ่อในวงการแอนิเมชั่นญี่ปุ่น เล่าเรื่องราวของเด็กมัธยมปลายหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่สามารถสลับร่างกันได้ แต่เมื่อพวกเขากลับคืนร่างเดิมกลับไม่สามารถจำชื่อของอีกฝ่ายได้ จึงเกิดเป็นการผจญภัยเพื่อตามหาว่าเขาหรือเธอคนนั้นเป็นใครกันแน่
ต้องบอกว่า Your Name เป็นแอนิเมชั้นที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี เนื่องจากเนื้อหาค่อนข้างทำความเข้าใจง่ายเหมาะกับทุกเพศทุกวัย แต่ก่อนจะดูเตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้ให้ดีล่ะ เพราะถ้าใครใจไม่แข็งพอรับรองว่าน้ำตาอาบแก้มแน่นอน

3. The Girl Who Leapt Through Time (2006)

 
 
อีกหนึ่งแอนิเมชั่นน้ำดีจากญี่ปุ่น การันตีด้วยรางวัล Japan Academy Awards สาขาแอนิเมชั่นยอดเยี่ยม ผลงานการกำกับของ Mamoru Hosoda ซึ่งต่อมาได้สร้างสรรค์แอนิเมชั่นชั้นดีอีกมากมายทั้ง Wolf Children และ Summer Wars

 

 
The Girl Who Leapt Through Time เป็นเรื่องราวของเด็กสาวมัธยมปลายนามว่ามาโกโตะ ซึ่งเพราะอุบัติเหตุที่เกือบจะคร่าชีวิตของเธอไปทำให้เธอค้นพบว่าตัวเองสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ และด้วยความเป็นเด็กเธอจึงย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งต่าง ๆ โดยไม่คิดให้รอบคอบ ทั้งเรื่องความรัก การเรียน และเรื่องอื่น ๆ โดยไม่ได้ตระหนักว่าจะเกิดความสูญเสียตามมาแค่ไหน ถึงแม้ว่าเนื้อหาจะดูเป็นแอนเมชั่นวัยรุ่นทั่วไป แต่ขอบอกเลยว่าข้อความที่ The Girl Who Leapt Through Time ต้องการจะสื่อสารมายังคนดูนั้นเป็นคติเตือนใจได้กับทุกเพศทุกวัยเลยทีเดียว

4. My Neighbor Totoro (1988)

 
 
น้องงงงง~  หลายคนคงคุ้นตากับเจ้าตัวอ้วน ๆ กลม ๆ ขน ๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Studio Ghibli แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าที่มาของมันมาจากแอนิเมชั่นยุคเก่าตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ชื่อเรื่อง My Neighbor Totoro เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งซึ่งต้องย้ายบ้านมายังชนบทห่างไกล เนื่องจากสุขภาพของผู้เป็นแม่ไม่ค่อยสู้ดีนัก และเมื่อเด็กสาวผู้เป็นลูกทั้ง 2 เจอสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ไม่คุ้นตา การสำรวจจึงเกิดขึ้น จนกระทั่งพวกเธอได้พบกับยักษ์ใหญ่ใจดีผู้คุ้มครองป่านามว่า Totoro การผจญภัยสุดมหัศจรรย์จึงเกิดขึ้น
 

 
สำหรับแอนิเมชั่นของ Studio Ghibli นั้นไม่มีเรื่องไหนธรรมดา เพราะถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ของ My Neighbor Totoro ทั้งการออกแบบตัวละครหรือเนื้อเรื่องดูจะทำมาเพื่อเป็นแอนิเมชั่นสำหรับเด็ก แต่ความจริงแล้วรายละเอียดที่ซ่อนอยู่นั้นละเอียดอ่อนและลึกซึ้งเกินความเป็นเด็กไปไกลเลยทีเดียว

5. 5 Centimeters Per Second (2007)

 
 
ก่อนจะมาเป็น Your Name นี่คือผลงานสร้างชื่อของผู้กำกับ Makoto Shinkai “5 วินาทีคือระยะเวลาร่วงโรยของกลีบซากุระจากต้นลงสู่พื้น” เรื่องก่อนหน้าในลิสต์อาจจะเป็นแอนิเมชั่นที่สามารถดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่สำหรับ 5 Centimeters Per Second อาจจะเหมาะกับผู้ใหญ่อย่างเดียวเสียด้วยซ้ำ เพราะนี่คือภาพยนตร์รักดราม่าเนื้อหาหนักหน่วงที่นำเสนออกมาในรูปแอนิเมชั่น ซึ่งเด็ก ๆ อาจจะไม่อิน
 

 
5 Centimeters Per Second เล่าเรื่องราวของทาคากิเด็กหนุ่มซึ่งตกหลุมรักแรกพบกับอาการิเพื่อนร่วมชั้นตั้งแต่เด็ก ๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะแฮปปี้ แต่วันหนึ่งอาการิต้องย้ายบ้านไปอยู่อีกเมืองหนึ่งซึ่งห่างออกไปหลายร้อยกิโล เป็นระยะทางที่ดูไกลเหลือเกินสำหรับเด็กมัธยม และตัวทาคากิเองก็มีเด็กสาวอีกคนชื่อคาเนะมาตกหลุมรัก แต่ดูเหมือนว่าใจของทาคากินั้นจะให้อาการิไปจนไม่สามารถแบ่งให้ใครได้อีกแล้ว ฟังแค่เรื่องย่อยังดราม่าขนาดนี้ ใครที่คิดจะหามาดูแค่ผ้าเช็ดหน้าอาจจะยังไม่พอ แนะนำให้หาทิชชู่ม้วนใหญ่ ๆ มาเลยดีกว่า เพราะแอนิเมชั่นเรื่องนี้ผู้ชายอก 3 ศอกก็ไม่รอด แก้มเปียกกันทุกราย ยิ่งตอนจบที่ใช้เพลง One more time, one more chance เข้าไปด้วยนะ โอ้โห ตายยยย

6. Akira (1988)

 
 
ผลงานขึ้นหิ้งระดับตำนานของผู้กำกับ Katsuhiro Ôtomo เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมื่อกรุงโตเกียวถูกระเบิดปรมาณูและต่อมาก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เมืองสำคัญต่าง ๆ ถูกทำลายจนยับเยิน หลังจากที่สูญเสียอย่างร้ายแรง 3 อาทิตย์ต่อมา ทุกประเทศได้เจรจาสันติเพื่อสงบศึกเพื่อสร้างโลกใหม่

31 ปีต่อมา ญี่ปุ่นสร้างเมืองตรงอ่าวโตเกียวขึ้นมาใหม่ที่มีสภาพเหมือนเมืองโตเกียว ใช้ชื่อว่า นีโอโตเกียว ท่ามกลางสภาพสังคมที่เลวร้าย มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ชอบซิ่งมอเตอร์ไซค์ป่วนเมืองกลุ่มหนึ่งที่นำโดย คาเนดะ และ เท็ตซึโอะ และวันหนึ่งพวกเขาทั้งคู่ก็ได้เข้าไปพัวพันกับการทดลองของรัฐบาลในโครงการที่ชื่อว่าอากิระ การต่อสู้จึงเกิดขึ้น
 

 
Akira เป็นแอนิเมชั่นอีก 1 เรื่องที่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก ๆ อย่างแน่นอน เพราะเนื้อเรื่องซับซ้อนและเข้าใจยาก แต่สำหรับผู้ใหญ่แล้วล่ะก็นี่คือภาพยนตร์แอ็กชั่นไซ-ไฟชั้นดีที่มาในรูปแบบแอนิเมชั่น

7. The Tale of the Princess Kaguya (2013)

 
 
มี Hayao Miyazaki แล้วก็ต้องมี  Isao Takahata เพราะ 2 คนนี้เปรียบเสมือนสิงห์เหนือเสือใต้ของ Studio Ghbli The Tale of the Princess Kaguya เป็นแอนิเมชั่นที่มีสไตล์แตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ อย่างชัดเจน เพราะงานภาพของทั้งเรื่องนี้วาดด้วยสีน้ำ จึงอาจจะดูยากไปสักนิดสำหรับคนทั่วไป แต่อยากให้ลองเปิดใจรับเพราะนี่คือแอนิเมชั่นที่ไม่ควรพลาดจริง ๆ
 

 
The Tale of the Princess Kaguya เล่าตำนานของญี่ปุ่นเรื่อง ‘เจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่’ เนื้อเรื่องอาจจะดูเบสิคไม่มีอะไรหวือหวา แต่จุดเด่นเรื่องนี้อยู่ที่การบีบคั้นอารมณ์ที่บอกเลยว่าเป็นอีกเรื่องที่น้ำตาท่วมจอ

8. Perfect Blue (1997)

 
 
ถ้า Akira หรือ 5 Centimeters Per Second เป็นแอนิเมชั่นที่ไม่เหมาะกับเด็กแล้วล่ะก็ Perfect Blue คือแอนิเมชั่นที่ห้ามเด็กดูเด็ดขาด อย่าให้ภาพลักษณ์ของความเป็นแอนิเมชั่นหลอกคุณเลย เพราะนี่คือภาพยนตร์ระทึกขวัญหลอนประสาทดี ๆ เรื่องหนึ่ง
 

 
Perfect Blue เล่าเรื่องราวของ มิมะ นักร้องไอดอลซึ่งตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเพื่อจะเข้าวงการบันเทิงในฐานะนักแสดงแทน แต่ทุกอย่างกลับไม่ราบรื่นแบบนั้น มีปัญหาเข้ามามากมายทั้ง แฟนคลับที่ตามรังควานไม่เลิกรา และการไต่เต้าในวงการนักแสดงที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด ถ้าเล่ามากกว่านี้จะเป็นการสปอยล์ อยากให้ลองไปหาชมกันเอง แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะว่าถ้าคิดว่าแอนิเมชั่นจะทำคุณหลอนหรือกลัวไม่ได้แล้วล่ะก็ บอกเลยว่าคุณคิดผิด !

9. The Garden of Words (2013)

 
 
เราพยายามจะสร้างความแตกต่างให้กับลิสต์นี้อย่างที่สุดแล้วโดยการพยายามไม่เอางานของผู้กำกับคนเดียวกันเข้ามาหลายชิ้น แต่สำหรับ Makoto Shinkai 3 เรื่องที่ติดเข้ามาในลิสต์นี้ไม่สามารถตัดเรื่องไหนออกได้จริง ๆ เพราะเราอยากให้ทุกคนได้ดูแอนิเมชั่นที่ดี

 

 
The Garden of Words เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มมัธยมปลายคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันอยากเป็นช่างทำรองเท้าสำหรับสตรี ทุกเช้าที่ฝนตกเขาจะหนีเรียนออกมานั่งฝึกทำรองเท้าที่ศาลาในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง และที่นั่นเขามักจะพบกับหญิงสาวที่ดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าเขาเกือบ 10 ปี เธอมักจะมานั่งกินช็อกโกแลตพร้อมจิบเบียร์ เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากตรงนี้ นี่คือหนังรักเงียบเหงาที่มาในรูปแบบแอนิเมชั่น ให้อารมณ์เหมือนดู Lost in Translation หรือ Her แตกต่างแค่รูปแบบของงานภาพเท่านั้นเอง

10. The Wind Rises (2013)

 
เช่นเดียวกับ Makoto Shinkai เพราะ Hayao Miyazaki ก็เป็นอีกคนที่มีผลงานยอดยี่ยมมากมายเหลือเกิน และเราก็ไม่สามารถไม่เอาเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในลิสต์ได้จริงๆ The Wind Rises คือผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนวางมือของ Hayao Miyazaki เล่าเรื่องราวชีวิตของจิโร่ นักออกแบบเครื่องบินรบของญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
 

 
ถึงมันจะเป็นแอนิเมชั่นกึ่งอัตชีวประวัติ แต่ทำออกมาได้ไม่น่าเบื่อเลย เนื้อเรื่องเล่าออกมาได้อย่างลื่นไหลและลึกซึ้ง Hayao Miyazaki ทิ้งทวนให้กับวงการแอนิเมชั่นที่เขาอยู่มาทั้งชีวิตได้อย่างสวยงาม “ลมพัดแรงกล้า เราจึงอยู่ท้าแรงลม”
นี่คือแอนิเมชั่นทั้ง 10 เรื่องที่เราอยากให้ทุกคนลองไปหาดูให้ได้สักครั้ง เพราะต่อให้เราจะบอกว่ามันดีแค่ไหนก็ไม่เท่ากับการดูด้วยตัวเองหรอก ถ้าดูจบแล้วเชื่อว่าหลายคนคงเปลี่ยนความคิดว่าแอนิเมชั่นไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กจริง ๆ ด้วย