May 30 2018

movies

10 หนังรางวัลปาล์มทองคำ ที่เราสัญญาว่าต้องดูให้ได้ก่อนตาย

เก่าแค่ไหนก็จะหามาดู
ผ่านไปสด ๆ ร้อน ๆ กับหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ‘Cannes Film Festival’ หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า ‘เทศกาลหนังเมืองคานส์’ ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนตร์เก่าแก่แห่งประเทศฝรั่งเศส เริ่มต้นจัดครั้งแรกตั้งแต่ปี 1939 หรือเกือบ 80 ปีที่แล้ว
 
ในวันนี้เราจะไม่ได้มาพูดถึงการเดินพรมแดงของเหล่า Celebrity ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ของงานแต่อย่างไร เพราะเชื่อว่าคงมีคนพูดถึงกันไปเยอะแล้ว แต่อยากพูดถึงรางวัล Palme d'Or หรือรางวัลปาล์มทองคำ ซึ่งถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ มันก็คือรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั่นแหละ และในปี 2018 นี้ ภาพยนตร์ที่ได้รางวัลคือเรื่อง ‘Shoplifter’ ภาพยนตร์แนวครอบครัวสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะมีการนำเข้ามาฉายในบ้านเราแน่นอน ใครอยากดูก็ติดตามข่าวสารกันดี ๆ ล่ะ
 
แต่ในคอลัมน์นี้เราไม่ได้มาพูดถึง Shoplifter นะ เพราะเราก็ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน แต่จะมาแนะนำภาพยนตร์ที่เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำที่เราได้ดูแล้วพบว่ามันดีมาก ! จนอยากมาบอกต่อแล้วกระซิบเบา ๆ ว่า ต้องหาดูให้ได้ก่อนตายด้วย !
 

The Third Man (1949)

 
จะเรียงลำดับจากเก่าไปใหม่ละกัน เรื่องแรกเลยเก่าหน่อย แต่รับรองว่าความสนุกไม่มีตกยุคแน่นอน ก่อนจะแนะนำว่า The Third Man คือหนังเกี่ยวกับอะไร เรามาทำความรู้จักกับคำว่าหนังฟิล์มนัวร์กันก่อนดีกว่า โดยคำว่านัวร์มาจากคำว่า Noir ในภาษาฝรั่งเศสซึ่งแปลว่าดำ ซึ่งถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด หนังฟิล์มนัวร์คือหนังที่ว่าด้วยความดำมืดของจิตใจมนุษย์ ทุกคนมีความเลวอยู่ในตัวเอง ไม่มีใครเป็นคนดีเต็มร้อย และส่วนใหญ่จะเป็นหนังขาวดำ นี่คือความหมายคร่าว ๆ ของหนังฟิล์มนัวร์ และในการจัดอันดับหนังฟิล์มนัวร์ของแทบทุกสำนัก อันดับที่ 1 มักตกเป็นของภาพยนตร์ที่ชื่อว่า The Third Man
 

 
The Third Man เล่าเรื่องของนักเขียนผู้หนึ่งที่บังเอิญไปเจอกับเหตุการณ์ฆาตกรรมเข้า และด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงตัดสินใจเริ่มทำการสืบสวนด้วยตนเอง พล็อตดูเหมือนจะง่าย ๆ แต่วิธีการเล่าเรื่องมีชั้นเชิงมาก และนอกจากนั้น The Third Man ยังสะท้อนเรื่องราวเกี่ยวกับความชั่วร้ายและบาปของมนุษย์ออกมาอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

Viridiana (1961)

 

 
ภาพยนตร์สัญชาติเม็กซิโกของผู้กำกับ Luis Buñuel ชาวสเปน ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยโดนเนรเทศออกจากประเทศบ้านเกิด แต่ด้วยภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เขาได้รับคำเชิญให้กลับมาอยู่ที่สเปนอีกครั้ง Viridiana อาจจะเป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างดูยากสักนิด แต่ด้วยเนื้อหาของมัน เราจึงอยากแนะนำให้ทุกคนได้ดู เพราะมันเล่าเรื่องของ Viridiana หญิงสาววัยแรกรุ่นที่กำลังเข้ารับพิธีสาบานตนในการเป็นแม่ชีที่ต้องเดินทางไปเยี่ยมลุงของตัวเอง แต่ผู้เป็นลุงกลับคิดเรื่องทางเพศกับหลานสาวตัวเองและพยายามจะวางยาเธอ
 

 
ประเด็นที่ภาพยนตร์เรื่อง Viridiana นำเสนอนั้นหมิ่นเหม่ศีลธรรมอย่างมาก และต้องไม่ลืมว่านี่คือภาพยนตร์เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว เป็นอีกเรื่องที่อยากให้ลองหามาชมกัน

The Conversation (1974)

 

 
กลัวจะเอียนกับภาพยนตร์ขาวดำเลยข้ามมาสู่ยุคสีเลยแล้วกัน The Conversation ภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันของผู้กำกับ Francis Ford Coppola หลายคนอาจจะคุ้นกับชื่อนี้เพราะเขาคือผู้กำกับภาพยนตร์มาเฟียที่ว่ากันว่าคือหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในโลกอย่าง The Godfather นั่นเอง

 

 
The Godfather นั้นเป็นเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างแก๊งมาเฟียซึ่งดูวุ่นวายและยุ่งเหยิง แต่ใน The Conversation นั้นจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเพราะนี่คือหนังที่มีความปัจเจกสูง ว่าด้วยความเหงาของนักดักฟังคนหนึ่งที่รับหน้าที่ดักฟังภรรยาคู่หนึ่ง และเริ่มถลำลึกลงไปในชีวิตส่วนตัวของพวกเขา
นี่คือหนังเหงาที่มาก่อนกาล ถ้าคุณชอบ Lost in Translation, Her, Chungking Express ก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้

Taxi Driver (1975)

 

 
ดำดิ่งสู่ความเหงาและปัจเจกกันไปยาว ๆ เพราะเรื่องนี้ก็เหงาไม่แพ้เรื่องด้านบน ผลงานกำกับของผู้กำกับฯ ชื่อดังแห่งฮอลลีวูดอย่าง Martin Scorsese และนำแสดงโดยนักแสดงระดับตำนานอย่าง Robert De Niro ทั้งคู่คอมโบรวมพลังกันจนออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมเรื่องนี้
 

 
Taxi Driver เล่าเรื่องราวชีวิตของคนขับแท็กซี่คนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ในสังคมคุณภาพต่ำ เปลี่ยวเหงา อ้างว้าง จนเกิดความคิดขบถต่อสังคม และนำไปสู่การกระทำที่ไม่มีใครคาดคิด เรื่องนี้ถือว่าเป็นภาพยนตร์ปาล์มทองคำที่ดูสนุก ไม่น่าเบื่อ ไปหามาดูกันได้เลย

Apocalypse Now (1979)


 
อีกหนึ่งผลงานกำกับของ Francis Ford Coppola แต่เรื่องนี้แตกต่างจาก The Conversation อย่างสิ้นเชิงเพราะมันว่าด้วยสงครามและความโหดร้าย
 

 
Apocalypse Now เล่าเรื่องราวในช่วงสงครามเวียดนาม ทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่งที่โดนส่งไปทำภารกิจบางอย่างในประเทศกัมพูชา ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนความโหดร้ายของสงครามออกมาได้อย่างชัดเจนน่ากลัว และที่โดดเด่นกว่าหนังสงครามเรื่องอื่น ๆ คือมีความ Surreal ผสมอยู่ด้วย ใครอยากรู้ว่าเป็นยังอย่างไรต้องไปดู

Pulp Fiction (1994)

 

 
อเมริกาส่งเข้าประกวดอีกหนึ่งเรื่อง แต่คราวนี้ไม่ใช่ Francis Ford Coppola แต่เป็นผู้กำกับรุ่นน้องอย่าง Quentin Tarantino ที่ถ้าใครเป็นคอหนังระดับหนึ่งน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี และเชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้ว่า Pulp Fiction ผลงานชิ้นโบแดงของเขาจะเคยคว้ารางวัลปาล์มทองคำมาแล้ว เพราะภาพลักษณ์ของภาพยนตร์ที่จะได้รางวัลนี้ต้องดูเป็นภาพยนตร์ที่เล่นประเด็นทางสังคมหนัก ๆ ซีเรียส ดราม่า แต่ Pulp Fiction นั้นตรงข้ามกับทุกอย่างที่กล่าวมา เพราะนี่คือภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความตลกร้าย ความรุนแรง บทสนทนายาวหลายนาทีแต่ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไร และวิธีการดำเนินเรื่องที่สุดแสนจะเร้าใจ

 

 
Pulp Fiction เล่าเรื่องความวายป่วงของชีวิตคนกลุ่มหนึ่ง ทั้งเจ้าพ่อ นักฆ่า นักมวย และโจรในร้านอาหาร ใครยังไม่เคยดูต้องบอกว่าพลาดอย่างแรง เพราะมันสนุกแบบตายไปเลยจ้า
Taste of Cherry (1997)

 
มาถึงภาพยนตร์จากฝั่งเอเชียกันบ้างกับเรื่อง Taste of Cherry ภาพยนตร์สัญชาติอิหร่านผลงานของผู้กำกับ Abbas Kiarostami ซึ่งนักวิจารณ์หลายท่านเปรียบภาพยนตร์เรื่องนี้ว่างดงามราวกับบทกวี คมคายด้วยการเปรียบเทียบรสชาติของชีวิตว่าเหมือนกับรสชาติของเชอร์รี่
 

 
Taste of Cherry เป็นเรื่องราวของคนขับรถบรรทุกคนหนึ่งที่หดหู่และเบื่อหน่ายในการมีชีวิตอยู่ เขาจึงต้องการใครสักคนมาฝังร่างเขาไว้ใต้ต้นเชอร์รี่หลังจากที่เขาฆ่าตัวตายไปแล้ว Taste of Cherry เป็นภาพยนตร์ที่งดงาม ลึกซึ่ง และตราตรึง จนไม่อยากให้พลาด

Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives (2010)


 
ไม่แนะนำเรื่องนี้คงไม่ได้ เพราะนี่คือภาพยนตร์สัญชาติไทยที่ไปไกลในเวทีโลกจนสามารถคว้ารางวัลปาล์มทองคำมาได้สำเร็จ Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives หรือในชื่อไทย ลุงบุญมีระลึกชาติ คือผลงานการกำกับของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับฝีมือดีชาวไทย
การที่เราแนะนำเรื่องนี้ไม่ได้มาจากเหตุผลด้านชาตินิยมอย่างเดียว แต่มันดีจริง ๆ จนชาวต่างชาติยังยอมรับ
 

 
ลุงบุญมีระลึกชาติเล่าเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่กำลังจะตายและได้เดินทางไปยังป่าทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อแสวงหาความสงบนิ่งและสำรวจจิตวิญญาณ โดยวิธีการเล่าเป็นแบบกึ่งจริงกึ่งแฟนตาซี สอดแทรกด้วยแนวคิดความเชื่อแบบพื้นบ้าน ไม่ปฏิเสธว่าลุงบุญมีระลึกชาติเป็นภาพยนตร์ที่ดูค่อนข้างยาก แต่ถ้าตั้งใจดูจนจบเชื่อว่าจะได้อะไรติดไปแน่นอน
Amour (2012)
 
ภาพยนตร์สัญชาติออสเตรียของผู้กำกับ Michael Haneke บอกเล่าเรื่องราวของคู่รักวัยชราคู่หนึ่ง ที่อยู่กินกันมาตั้งแต่หนุ่มสาวจนแก่เฒ่า แต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่ไม่อาจฝืนธรรมชาติได้ เมื่อฝ่ายหญิงร่างกายอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ซึ่งประเด็นสำคัญของเรื่องคือความรักที่ทั้งสองมีให้กัน ดูแลกันไม่ทิ้งไปไหน รักมากจนต้องยอมทำอะไรที่คาดไม่ถึงทั้ง ๆ ที่ไม่อยากทำ

 

 
Amour ดำเนินเรื่องอย่างนิ่งเงียบ แทบไม่มีดนตรีประกอบ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับความงดงามและร้าวลึกที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง เป็นอีกเรื่องที่อยากแนะนำให้ได้ดูกัน

Blue Is the Warmest Colour (2013)


 
ภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศสของผู้กำกับ Abdellatif Kechiche ซึ่งดัดแปลงมาจาก หนังสือการ์ตูนฝรั่งเศสเรื่อง Le Blue est une couleur chaude ของ ชูลี มาโรห์ และนิยายเรื่อง La Vie de Marianne ของ ปีแยร์ เดอ มารีโว
 

 
Blue Is the Warmest Colour เล่าเรื่องราวของอเดล เด็กสาวชนชั้นแรงงานที่ชีวิตได้เปลี่ยนไปเมื่อได้พบกับเอ็มม่า หญิงสาวคนหนึ่งที่มีผมสีฟ้า
นี่คือภาพยนตร์ที่มีทั้งความโรแมนติกและการ Coming of Age ในคราวเดียวกัน เพราะทั้งสองนั้นได้ก้าวผ่านห้วงแห่งความรัก ศรัทธา การจากลา และความเจ็บปวด ใครที่อยากดูหนังรักดี ๆ สักเรื่องและอยากร้องไห้ไปกับมัน แนะนำเลย
 
นี่คือภาพยนตร์รางวัลปาล์มทองคำทั้ง 10 เรื่องที่เราอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ดู บางคนอาจจะวางอคติไว้ในใจแล้วว่าหนังเมืองคานส์จะดูยาก เข้าใจยาก ซึ่งบางส่วนก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ (อ้าว) แต่ในความยากนั้นตัวหนังได้ให้อะไรดี ๆ กับคนดูมากมาย และบางเรื่องก็ดูง่ายและสนุกมาก ๆ อีกด้วย