Feb 02 2018

nightlife

มีอะไรใหม่จากการคืนชีพครั้งนี้ของบาร์คราฟต์เบียร์ในตำนานอย่าง Let The Boy Die ??

ไม่ได้มีดีแค่คราฟต์เบียร์

ชื่อของ Let The Boy Die ถือเป็นตำนานของบาร์คราฟต์เบียร์แห่งย่านเยาวราช ผู้นำเทรนด์คราฟต์เบียร์มาสู่สังคมไทยจนทุกวันนี้กลายเป็นลัทธิไปแล้ว ! ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนร้านนี้ก็น่าจะรู้ว่าล่าสุด (หลังจากปิดตัวไปเกือบ 2 ปี) The Boy ในตำนานนั้นได้รับใบชุบเรียบร้อยแล้ว และฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้งเพื่อสร้างตำนานบทใหม่ให้วงการคราฟต์เบียร์ จุด ๆ นี้ขอตั้งชื่อเล่นให้ร้านนี้เลยว่า "เด็กชายผู้รอดชีวิต" (ของจริง)
 
 
แต่คำถามคือ เมื่อกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง รอบนี้ Let The Boy Die จะทีเด็ดอะไรพิเศษมากกว่าการเป็นบาร์คราฟต์เบียร์ทั่วไปบ้าง ? ถ้าใครสงสัยเหมือนกัน วันนี้เรามีคำตอบมาให้หลังจากที่ไปบุกบ้านใหม่หลังนี้มาเรียบร้อยแล้ว

สเปซใหม่ ใหญ่กว่าเดิม !

 
ถึงความคับแคบแต่อบอุ่นของร้านเก่าจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้บาร์คราฟต์เบียร์แห่งนี้ครองใจนักดื่มสายเฟรนด์ลี่มาอย่างยาวนาน แต่ช่วงหลัง ๆ พอคนเริ่มมาเยอะขึ้น ร้านคับ ๆ แคบ ๆ ก็ดูจะไม่ใช่ทางของบาร์แห่งนี้อีกต่อไป 
 
 
พอได้ฤกษ์เปิดร้านใหม่ แก๊งเจ้าของร้านนี้อย่างคุณเปี๊ยก-พิพัฒนพล พุ่มโพธิ์, คุณมะกัน-พิชญุตม์ ชัยสุวิรัตน์ และคุณปอ-พีรวัส เรืองเริงกุลฤทธิ์ ก็เลยจัดใหญ่จัดเต็ม อัพไซซ์ให้ร้านนี้กลายเป็นบาร์คราฟต์เบียร์ขนาดใหญ่ นั่งดื่มกันได้สบาย ๆ แบบไม่ต้องเบียดเสียดกันอีกต่อไป
 
 
การตกแต่งก็ยังดึงเอาความแมนตามสไตล์อันเดอร์กราวน์แบบ Let The Boy Die ออกมาได้ครบถ้วน ด้วยโครงสร้างดิบ ๆ ของกำแพงอิฐ ปูนเปลือย ไม้สีเข้ม และเหล็ก ที่เพิ่มมาคือคาแรกเตอร์โครงกระดูกที่ถูกเพ้นท์อยู่แทบทุกโซนบนผนังร้าน สร้างภาพจำให้เด็กชายในตำนานดูมีตัวตนมากยิ่งขึ้น (ถึงจะตายจนกลายเป็นโครงกระดูกไปแล้วก็ตาม)


เบียร์ดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเมนูรมควัน 

 
จุด ๆ นี้ขอข้ามไปก่อนเลยสำหรับเรื่องเบียร์ที่ดีงามพระรามเก้าอยู่แล้วแบบต้องสงสัย แต่ที่อยากพูดถึงมากกว่าคือส่วนของเมนูอาหารที่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน Let The Boy Die ร่างรีบอร์นแห่งนี้
 
ด้วยความที่ได้หุ้นส่วนหลักอย่างคุณปอ-พีรวัส เรืองเริงกุลฤทธิ์ จาก Meat & Bones ร้านเนื้อชื่อดังใน The COMMONS มาครีเอทไลน์เมนูให้ ที่นี่เลยกลายเป็นอีกหนึ่งบาร์ที่ไปสุดทางในเรื่องการ pairing คราฟต์เบียร์คู่กับเมนูจำพวกสโม๊คบาร์บีคิวแบบจริงจัง ไม่ไก่กาอาราเล่
 
 
เราเลยจะได้กินบาร์บีคิวรมควันในสไตล์อเมริกันซึ่งเป็นจุดเด่นของ Meat & Bones พร้อมด้วยสเน่ห์ของการทำเนื้อแบบแมน ๆ เตะบอลของพี่ปอ โดยการเลือกใช้เนื้อส่วนโหด ๆ อย่างสะโพกและซี่โครง มารมควันนานถึง 8 ชม. อาทิ Beef Ribs (530 บาท) จานนี้ ที่เสิร์ฟมาพร้อมซอส 3 อย่างคือ Original Sauce - ซอสบาร์บีคิวสูตรเด็ดต้นตำรับจาก Meat & Bones, Golden Sauce - มัสตาร์ดสูตรเข้มข้น และ Double Smoke - ซอสสูตรพิเศษที่ช่วยเน้นกลิ่นสโม๊คให้แรงขึ้นด้วยสมุนไพรอย่างใบไทม์ โรสแมรี่ และออริกาโน่ ทานคู่กับเนื้อคือฟินแรงเว่อร์
 
 
 
นอกจากนั้นก็ยังมีเมนูอย่างไส้กรอกหมูรมควัน (260 บาท) และคอหมูรมควัน (200 บาท) เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว ซึ่งเป็นเมนูที่ครีเอทใหม่สำหรับร้านนี้โดยเฉพาะ

 
 
รวมไปถึงเมนูทานเล่นอย่างง่าย ๆ แต่พลังทำลายล้างแรงอย่างเฟรนช์ฟราย (120 บาท) ที่มาพร้อมทีเด็ดคือน้ำจิ้มสูตรพิเศษ ซึ่งผสมพริกเม็กซิกันอย่าง Chipotle ลงไปผสมกับมายองเนสและซอสพริกศรีราชา รวมไปถึงทีเด็ดอีกสองจานที่เราชอบมากคือ Beef Nachos (250 บาท) และ Corn on the Cob (120 บาท) เรียกว่าเลือกมาเฉพาะเมนูที่ pairing คู่กับเบียร์ได้แบบลงตัวสุด ๆ

คอมมูนิตี้ของชาวคราฟต์เบียร์ไทยย่านเมืองเก่า

 
จริง ๆ เราคงไม่ต้องพูดอะไรมากเรื่องความดีงามของ selection คราฟต์เบียร์ของร้านนี้ ที่ถูกลือกมาโดย พี่เปี๊ยก-พิพัฒนพล พุ่มโพธิ์  ซึ่งจะเน้นเฉพาะโลคัลคราฟต์เบียร์ไทยเท่านั้น เพราะอยากให้ที่นี่กลายเป็นคอมมูนิตี้ย่อม ๆ ของคอคราฟต์เบียร์ในการเสาะหารสชาติใหม่ ๆ และพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน โดยจะมีอีเว้นต์ประจำอย่าง BYOB หรือ Bring Your Own Beer ที่จะจัดขึ้น 3 ครั้งต่อปีสำหรับเปิดพื้นที่ให้นักต้มเบียร์มาโชว์ของกันได้เต็มที่
 
 
คราฟต์เบียร์ไทยทั้ง 12 แท็ป จะถูกสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ ตามความพอใจของพี่เปี๊ยก ซึ่งหลัก ๆ ก็จะมีให้เลือกแทบจะครบทุกสไตล์เลยทีเดียว ทั้ง Porter, Pale Ale, IPA, Stout และอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างวันที่เราไป พี่เปี๊ยกก็แนะนำให้ลองตัว Hop Hog Handsome Hog (220 บาท) เป็น Tropical IPA ที่เชื่อว่าสาย Hoppy น่าจะชอบไม่น้อย
 
 
 
อีกตัวที่เราชอบคือ Golden Coins Happy Stout (180 บาท) ได้ข่าวว่าตัวนี้พี่เปี๊ยกใส่เกาลัดลงไปตอนต้มด้วย ถือได้ว่าเป็นเบียร์ดำที่มีความนุ่มนวล ละมุนละไม ใครที่ชอบเบียร์ดำสายเข้มอาจไม่ชอบตัวนี้เหมือนเรา ค่อนไปในทาง Dry นิด ๆ ติดกลิ่นไหม้ ๆ หอม ๆ แบบชัดเจนมาก ถ้ากลับไปร้านนี้แล้วยังมีขายอยู่ก็จะสั่งแน่นอน

 
 
ซึ่งในอนาคต พี่เปี๊ยกบอกกับเราว่าร้านนี้ก็จะมี House Beer ที่ถูกทำออกมาเป็นพิเศษเฉพาะที่ Let The Boy Die เท่านั้น และอาจจะมีมากถึง 6 แท็ปเลยทีเดียว ยังไงก็ต้องรอลุ้นดูว่าไปถึงร้านแล้วจะมีแท็ปไหนเด็ด ๆ ให้ลองชิมกันบ้าง 
 
Soimilk Says: ถือว่าเป็นการเติบโตขึ้นอีกหลายสเต็ปของเด็กชายในตำนานที่เป็นมากกว่าแค่บาร์คราฟต์เบียร์เล็ก ๆ เหมือนสมัยก่อน แต่ทุกวันนี้ Let The Boy Die แทบจะเหมือนเป็นบาร์คราฟต์เบียร์ในดวงใจคนกรุงเทพ ฯ ไปแล้ว ซึ่งการทำให้ร้านให้ใหญ่ขึ้น และมีอาหารตระกูลสโม๊คเข้ามา ก็ช่วยเติมเต็มให้เรายิ่งหลงรักบาร์คราฟต์เบียร์ในตำนานแห่งย่านเยาวราชนี้ไปกันใหญ่ !
 
Let The Boy Die 542 ถ.หลวง ป้อมปราบศัตรูพ่าย เวลาทำการ ทุกวัน 17:00-00:00 น. โทร. 082-675-9673 www.fb.com/ltbdbar