Mar 13 2018

people

เข้าใจแฮชแท็ก #MeToo ให้มากขึ้น กับหญิงไทยที่กล้าลุกขึ้นมาเปิดเผยเรื่องล่วงละเมิดทางเพศ

อย่าอายที่จะเปิดเผย
สำหรับชาวทวิตเตอร์ทั้งหลาย (รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ด้วย) อาจได้เห็นแฮชแท็ก #MeToo ผ่านตามาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงปีนี้กระแสก็ยังไม่ซาไป แถมนับวันยิ่งจะเข้มข้นขึ้น นั่นเป็นเพราะที่มาของแฮชแท็กนี้ค่อนข้างกระทบกระเทือนหัวใจของพวกเราทุกคน กับเหตุการณ์คุกคามทางเพศในวงการบันเทิง ที่มีเหล่าดาราสาวออกมาเปิดโปงพฤติกรรมของโปรดิวเซอร์แห่งวงการภาพยนตร์อย่าง Harvey Weinstein กับข้อมูลเด็ดที่ Ashley Judd ออกมาเผยว่า
 
"เขานัดฉันให้ไปพบที่โรงแรมเพนนินซูล่า เบเวอรี ฮิลล์ นัดฉันทานอาหารเช้า
แต่พอไปถึง เขากลับเชิญฉันให้ขึ้นไปที่ห้องพัก
และปรากฎตัวในชุดคลุมอาบน้ำ แทนที่จะแต่งตัวดี ๆ
เขายังถามว่าฉันนั่งดูตอนที่เขาอาบน้ำได้ไหมอีกด้วย"
 
ภาพจาก Time
 
หลังจากการเปิดโปงของ Ashley Judd ก็เกิดปรากฎการณ์ Weinstein Effect ตามมา ด้วยการเปิดเผยเรื่องราวการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากดารานักแสดงหลายต่อหลายคน ไปจนถึงบุคคลธรรมดาอย่างเรา ๆ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ที่ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องธรรมดา แต่เพราะเป็นเรื่องที่เราทุกคนควรใส่ใจและตระหนักถึง ว่าการล่วงละเมิดทางเพศมันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ไม่ใช่แค่ลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วมาพูดง่าย ๆ ทีหลังว่า "ก็แค่หยอกเล่นเอง ทำไมต้องจริงจังด้วย" 
 
ภาพจาก Time
 
ด้วยกระแสนี้ทำให้เกิดแฮชแท็ก #MeToo ขึ้นประกอบการบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของแต่ละคน จนทำให้ #MeToo ได่รับการกล่าวถึงในทวิเตเตอร์กว่า 5 แสนครั้งในเวลาไม่กี่เดือน และถูกกล่าวถึงกว่า 12 ล้านครั้งในเฟซบุ๊ก ในระยะเวลาข้ามคืน ! ปรากฎการณ์ไวรัลนี้ทำให้แม้แต่นิตยสาร TIME ยังยกให้ #MeToo เป็นบุคคลแห่งปี 2017 เลยด้วย
 
และเพื่อให้เห็นว่าเราตระหนักและต้องการให้เรื่องราวการล่วงละเมิดทางเพศแบบนี้จบลงเสียที Soimilk จึงมีโอกาสพูดคุยกับนุ่น-ธารารัตน์ ปัญญา ผู้หญิงที่เคยผ่านเหตุการณ์ #MeToo มาก่อน แต่เธอเลืิอกที่จะเปิดเผยให้ทุกคนได้รับรู้และไม่นิ่งเฉยกับเรื่องนี้
 
ย้อนกลับไปในช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว นุ่นเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สี่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศจากเพื่อนในกลุ่มของเธอเอง หลังจากเหตุการณ์นั้น เธอเลือกที่จะโพสต์เรื่องราวทั้งหมดลงโซเชียลมีเดียหวังที่จะให้ผู้อ่านตระหนักถึงปัญหานี้ แต่ผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาหาเธอนั้นมีทั้งด้านบวกและด้านลบ นอกจากนี้ นุ่นยังได้รับเชิญเป็นหนึ่งในผู้บรรยายของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมาเกี่ยวกับกระแส #MeToo ในประเทศไทยด้วย
 

เกิดอะไรขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

 
"เราก็ออกไปดื่มกับกลุ่มเพื่อนตามปกติ แล้วคืนนั้นทุกคนก็เมากันมาก เราทั้งหมดเลยรวมกันไปนอนที่ห้องของเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนว่ากลุ่มของเราก็มีทั้งเพื่อนผู้หญิงและเพื่อนผู้ชาย ตามปกติของกลุ่มเพื่อนในมหาวิทยาลัยนั่นแหละค่ะ คราวนี้ตอนกลางดึกเราก็ตื่นขึ้นเพราะรู้สึกตัวบางอย่าง พอตื่นขึ้นมาก็พบว่ารุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งกำลังจับหน้าอกของเราอยู่ แล้วคนนั้นก็พยายามใช้แรงจับมือของเราให้ไปจับที่อวัยวะเพศเขา แล้วก็ใช้ขาของเขาล็อกขาของเราเอาไว้ เพื่อที่จะได้ใช้มือกับอวัยวะเพศของเราได้"

 

นุ่นต้องการอะไรถึงออกมาเปิดเผยเรื่องราวนี้

 
"ที่จริงการออกมาประกาศเรื่องแบบนี้ในพื้นที่สาธารณะ ก็เหมือนการเอาชนะใจตัวเองเหมือนกันนะคะ แน่นอนว่าช่วงแรก ๆ ก็อยากจะเก็บเรื่องแบบนี้ไว้กับตัวเองนั่นแหละ แต่ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนสังคมนี้ เราก็ต้องออกมาพูด อยากเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อผู้เสียหายเสียใหม่ มันคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงหากเรายังไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ทุกคนสามารถเลือกที่จะเปิดเผยความจริงได้ ไม่ใช่เอาตัวเองซ่อนอยู่ข้างหลังตลอดเวลาเกิดเรื่องอะไรแบบนี้"
 
นุ่น - ธารารัตน์ ปัญญา

หลังจากออกมาพูด ปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้างเป็นอย่างไรบ้าง

 
"ก็มีทั้งดีและไม่ดี แต่เตรียมใจไว้สำหรับเรื่องแบบนี้แล้วล่ะค่ะ เราไม่ได้คิดว่าการออกมาพูดของเราจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทันทีหรอก แต่เราก็อยากให้คนตระหนักว่าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับฉัน ฉันมีสิทธิที่จะพูด เรียกร้องความยุติธรรมให้กับตัวเองได้”
 

มีอะไรเปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันนั้น

 
"เราว่าคนเริ่มออกมาพูดเรื่องนี้กันมากขึ้นนะ มันอาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศโดยตรงหรอก แต่อย่างน้อยก็พูดเกี่ยวกับเรื่องเพศ"
 

เรื่องเพศเรื่องไหนที่นุ่นคิดว่าคนไทยยังต้องเผชิญกับมันอยู่

 
"หลัก ๆ เลยคือคนไทยชอบบอกว่าถ้าใครโดนเรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นตราบาปของชีวิตเลยนะ ซึ่งเฮ้ย ไม่ใช่ไง เราต้องไม่ตีความไปแบบนั้นสิ"

 

ทำไมผู้หญิงไทยถึงไม่กล้าออกมาพูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ

 
"เราคิดว่าผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ยังไม่คิดว่าตัวเองมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย โอเค เรื่องความเสมอภาคนี่เราส่วนใหญ่รู้กันอยู่แล้วแหละ แต่บรรทัดฐานทางสังคมก็ยังไม่มองว่าเท่าเทียมกันอยู่ดี คนไทยยังมีการสื่อสารอะไรที่กลายเป็นภาพจำที่ลบออกยากเหลือเกิน อย่างละครเนี่ย พอคนที่นิสัยไม่ดีคือพระเอก คือผู้ชาย เราก็รับได้ แต่พอเป็นนางเอกหรือเป็นผู้หญิงรับไม่ได้ หรือในละครเวลานางเอกหรือผู้หญิงถูกข่มขืน ผู้ชมก็ไม่ได้รู้สึกตระหนักอะไร ฉะนั้นเราควรออกมาพูดถึงประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศ ออกมาให้ความเห็นเพื่อนำทางไปสู่การจัดการที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ยิ่งมีคนพูดถึงเรื่องนี้เยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะนั่นหมายความว่าเราจะหาปัญหาเจอ และนำมันไปสู่ทางออกที่ควรได้"
 
นุ่น - ธารารัตน์ ปัญญา
 

เขาบอกว่าเป็นเพราะผู้หญิงเองที่แต่งตัวไม่เหมาะ เลยเกิดเรื่องพวกนี้

 
"ไม่เกี่ยวเลย เราจะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ หรือข่มขืน มันจะเกิดขึ้นกับเรา มันก็แค่เขาจะทำ ไม่เกี่ยวกับการแต่งกายหรืออะไรทั้งนั้น"
 

เราจะตำหนิสื่อไทยได้ไหมว่าเป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหานี้

 
"เราไม่อยากใช้คำว่าตำหนิ แต่สื่อทั้งหมดสามารถเป็นเสียงหลัก ๆ ในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้แน่นอน สมมติว่าเรามีละครสักเรื่องที่พูดถึงการข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ และสื่อต่าง ๆ ก็ออกมาวิพากย์กันถึงเรื่องนี้เพื่อให้ผู้ชมคิดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้น เราไม่อยากเห็นสื่อนำเสนอแต่เรื่องลบ ๆ เพราะสื่อที่ดีจะต้องช่วยจรรโลงสังคมได้"
 
นุ่น - ธารารัตน์ ปัญญา
 

โอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากแรงขับเคลื่อนของ #MeToo

 
"ตอนนี้เราว่าปัญหาหลักของคนไทยคือยังไม่รู้สิทธิของตัวเอง การพูดคุยเรื่องเพศแบบนี้มันทำอย่างอิสระไม่ได้ และพอพูดเรื่องนี้ทีไรก็จะถูกบอกว่าสังคมยังไม่ยอมรับขนาดนี้นะ แต่พอหันกลับไปดูการเคลื่อนไหวของ #MeToo ในต่างประเทศ คนดังต่าง ๆ ออกมาเปิดเผย หรือพูดถึงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ แต่กับดารานักแสดงในไทย ยังไปไม่ถึงตรงนั้น และการศึกษาของไทยก็ยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเพศเท่าที่ควร ไม่มีพื้นที่ในการพูดคุย สนทนาเกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างอิสระ การศึกษาควรจะเปิดกว้างเรื่องเพศมากขึ้น และมีพื้นที่ให้ได้ถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างจริงจัง"