May 12 2017

people

คุยกับเด็ก SoA+D เจ้าของผลงาน Thailand_Error เรียงความประเทศไทยผ่าน error

การอัพเกรดของประเทศติดบัค

หนึ่งในงานอาร์ตแสนบันเทิงที่เราได้เห็นผ่าน Facebook ของเราช่วงต้นเดือนนี้คือประเด็นสังคมที่มาในรูปแบบของภาพพร้อม error box แบบที่เห็นบนคอมพิวเตอร์เวลามีปัญหา ซึ่งอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) ผู้หนึ่งเป็นผู้โพสต์ลงโลกโซเชียลมีเดีย
 
ยังไม่ทันข้ามคืน ผู้คนพากันเข้ามากดไลค์และแชร์กันอย่างล้นหลามถึงกว่า 5,400 แชร์ จนกลายเป็นผลงานที่หลายคนพูดถึงในช่วงสัปดาห์นั้น
 
 
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เนื้อหาสื่อที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นไวรัลขนาดนี้ มีหลายครั้งที่สเตตัส และบทความเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและสังคมถูกแชร์มากมาย ซึ่งมักจะเป็นจากบทความ สื่อ นักวิชาการ หรือคนดังเสียเป็นส่วนใหญ่
 
แต่เรามองเห็นถึงนัยยะสำคัญของเนื้อหางานครั้งนี้ว่าไม่ได้มาจากเพจดัง แต่เป็นสิ่งที่กลั่นกรองจากความคิดนักศึกษาออกแบบชั้นปีที่ 2 ของ SoA+D (School of Architecture and Design) หรือสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ (หลักสูตรนานาชาติ) ของ KMUTT
 
ด้วยความชื่นชมปนสงสัย เราจึงอยากนั่งพูดคุยกับเจ้าของผลงานเกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อสังคมและการเมืองโดยผ่านสายตานักศึกษาที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มคนที่ถือเป็นหนึ่งในพลวัตสำคัญของประเทศไม่ว่ายุคไหนสมัยใด
 
 
การติดต่อสัมภาษณ์ทำให้เรารู้ว่า เบื้องหลังงานนี้ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่มาเป็นนักศึกษา 2 คนที่ตัดสินใจทำงานร่วมกันเพื่อส่งโปรเจคไฟนอลในวิชาถ่ายภาพเพื่อการสื่อสารภายใต้โจทย์ที่ดูเหมือนง่ายแต่ยาก เพราะมันคือหัวข้อ “อะไรก็ได้”
 

ด้วยเพราะโจทย์ที่เปิดกว้าง และโลกโซเชียลที่กว้างกว่า ทำให้งานนี้แทนที่จะเป็นโปรเจคส่งอาจารย์รับรู้กันแค่ในหมู่คนร่วมรั้วมหาวิทยาลัย​ งาน Thailand_error ทำให้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ คริส-พงศกร ภูมสิริดล และ วิน-ธนวิน  ชัยสิริวงศ์สว่าง เกี่ยวกับการทำงานของศิลปะ และความ error ของสังคมไทย ไปสู่แนวคิดการออกแบบประเทศในช่วงที่กำลัง upgrade ระบบปฏิบัติการ


 

จุดเริ่มต้นของโปรเจค

 

คริส: ตัวนี้เป็นโปรเจคสุดท้ายในวิชาโฟโต้ ซึ่งอาจารย์ให้เราเลือกโจทย์กันเอง ตอนแรกว่าจะเป็นถ่ายปกอัลบั้มศิลปิน แต่ว่าด้วยเวลาค่อนข้างกระชั้น คือมีเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ และการเล่นกับคอนเซปต์นี้ก็จะต้องใช้เวลาเตรียมตัวมาก และคิดว่าคงจะทำไม่ทัน ก็เลยลองเสนอแนวคิดนี้ที่ผมมีอยู่ในหัวมาแล้วก่อนหน้านี้ หลังจากที่เคยเห็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อันเก่าเค้าเป็นรูป downloading ที่ไม่เสร็จ
 

ไอเดียเก่าแต่มุมมองใหม่

 

คริส: เราเคยเห็นรูปนั้นหลาย version แล้ว แต่ไอเดียที่ทำให้เราอยากทำคือมาจากเพจ The Matter ที่เล่นข่าวคณะกรรมการไปประชุมไม่ครบ แต่ว่าออกเสียงโหวตครบ ภาพหัวข้อข่าวที่เค้าทำประกอบข่าว เขาทำช่องเป็นแบบ error ก็เลยมาคุยกับวินเรื่องไอเดียคร่าวๆ เพราะเราสองคนก็เป็นคนสนใจเรื่องสังคม การเมือง อะไรบ้างอยู่แล้ว ก็มานั่งคิดกันต่อว่าจะมาเล่นกับเรื่องไหน ใช้คำอย่างไร เอาข่าวคราวปัจจุบัน ไปเล่นกับ error ของคอม ถึงมันจะมีคนทำข่าวการเมืองกับการ error บ่อยแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เล่นกับประเด็นที่กว้างขึ้นกันเยอะเท่าไหร่ เราก็มาทำเป็น set หลายๆ รูป ดีกว่า
 

 

หยิบความ error ในสังคมมาพูด

 

คริส: หลายหัวข้อที่เราหยิบมาเป็นเพราะเราเจอบ่อย เช่นต้องเรียกแท็กซี่บ่อย อย่างครั้งหนึ่ง กลับจากบ้านเพื่อนที่อโศก ต้องเรียกรถเป็นสิบคัน มันไกลมาก สุดท้ายต้องเดินข้ามถนนไปอีกด้านเพื่อนั่งมอเตอร์ไซค์ต่อ เพราะแท็กซี่ไม่ยอมไปสักคัน ก็รู็สึกว่าเป็นปัญหาที่ชัดเจนดี เราอยากพูดถึงปัญหาที่คนพูดถึงแล้วก็ไม่ได้รับการแก้ไข หรือพูดถึงแล้วก็เงียบไป หรืออาจจะเป็นเพราะคนขี้เกียจ พอมีปัญหาก็แค่บ่น แต่ไม่ได้ทำอะไร เพราะทำอะไรไม่ได้ เรียกว่าขี้เกียจกับขี้ลืม มันเป็นคาแรคเตอร์ของการจัดการปัญหาของเรา
 
วิน: ผมว่าคนอาจจะไม่ได้ลืม แต่ชินชา ผมว่ามันก็มีคนไทยที่ขยันทำงานสุดโต่งก็มี แต่เรามองภาพรวมเป็นแบบนี้ คนไทยก็เป็นแบบนี้แหละ ด้วยคำพูดที่ชินว่า “คนไทยก็เป็นแบบนี้แหละ”​ ก็จะกลายเป็นว่าจำอิมเมจของคนไทยอาจจะเป็นแบบนี้
 

"ขี้เกียจกับขี้ลืม มันเป็นคาแรคเตอร์ของการจัดการปัญหาของเรา"

 
 
 

ไอเดียกับความจริง

 

คริส: จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็มีคุยประเด็นใหญ่อื่นๆ ด้วย แต่เรามีเวลาน้อย พยายามหาประเด็นที่ visualize ออกมาเร็ว ที่สามารถไปถ่ายมาได้ในเวลาจำกัดด้วย แต่บางรูปเราก็ไม่สามารถถ่ายมาได้ เช่น มีเรื่องยาลดความอ้วน เรายังคิดไม่ออกว่าจะ visualize ออกมายังไงดี ใช้ข้อความ error ยังไงดี อีกเรื่องที่เราคิดคือตำรวจที่เรียกเก็บค่าปรับ แต่สุดท้ายเราก็ไม่เจอสถานการณ์นั้นให้ capture ภาพไว้ได้ เพราะไม่ได้เป็นสิ่งที่เจอจริงๆ เพราะจะไปถ่ายตำรวจข้างทางแล้วปักปรำเขาก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ
 
วิน: ภาพทั้งหมดที่เราใช้เป็นภาพที่ไม่ได้ make ขึ้น ถ่ายเองใหม่หมดเลย อย่างรูปธรรมกาย ไปถ่ายเอง ขับรถสุ่มๆ เข้าไป ตอนแรกก็คิดว่าเค้าจะปิดกั้นไม่ให้เข้าหรือเปล่า ยามก็แค่ถามว่ามาทำอะไร ก็บอกว่า “มาถ่ายรูปครับ” เขาก็ให้เข้า พอเราเข้าไปก็จอดรถเสร็จ ก็เดินไปหามุมที่อยากได้ ก็ถ่ายเลย จริงๆ ตอนนั้นที่เข้าไป ในวัดค่อนข้างเงียบแล้ว
 
คริส: รูปที่ยากจะเป็นรูปแท็กซี่ เพราะวันนั้นเป็นวันที่เราไปยืนรอบนสะพานลอยแถวเซ็นทรัลปิ่นเกล้านานมากกว่าจะได้ภาพ วันนั้นก็อยากชื่นชมพี่แท็กซี่จุดนั้นมากว่า รับผู้โดยสารทุกคนเลย นานมากกว่าจะเจอคันที่ไม่รับ  
 
 
 

"มันอาจจะทำให้เราเห็นว่า จริงๆ แล้ว คนไทยก็สนใจประเด็นพวกนี้ แต่เค้าไม่อยากพูดเอง หรือไม่รู้จะไปพูดที่ไหน" 

 

กระแส Viral กับ Feedback

 
วิน: ค่อนข้างตกใจ เพราะไม่เคยมีงานที่ออกไปไวรัลแบบนั้นมาก่อน แค่แบบคืนเดียวก็หลักพันแล้ว ก็รู้สึกภูมิใจที่งานเราก็มีคนรับรู้ ก็นั่งอ่านคอมเมนต์ก็พบว่าหลายคนที่ไม่ชอบก็มาถกเถียง discuss กัน รวมทั้งรูปโฮปเวลล์ที่เรา research ผิดพลาดก็รีบกลับไปแก้
 
คริส: ก็ดีใจ รู้สึกดีที่เห็นคนแชร์ดีกว่าทำงานออกไปแล้วเก็บแต่ที่คณะ แล้วเราก็รู้สึกดีด้วยที่ได้เห็นคนพูดคุย ได้ถกเถียงกัน เพราะสิ่งที่เราทำเป็นงานศิลปะเพื่อใช้สื่อสาร อย่างน้อยมันทำให้คนกล้าที่จะตั้งคำถาม หรือกลับมาคิดในเรื่องที่เค้าเคยปล่อยผ่านมากขึ้น ผมคิดว่าการที่มันถูกแชร์ออกไปเร็วเป็นเพราะมันมีประเด็นการเมือง
 
มันอาจจะทำให้เราเห็นว่า จริงๆ แล้ว คนไทยก็สนใจประเด็นพวกนี้ แต่เค้าไม่อยากพูดเอง หรือไม่รู้จะไปพูดที่ไหน แต่เวลาเค้าเห็นงานหรือบทความที่เค้าเห็นด้วย “เออ มันใช่ว่ะ” เค้าก็จะแชร์ออกไป ซึ่งผมก็มองว่ามันก็เป็นอีกเวย์ที่คนไทยเลือกที่จะแสดงออกประเด็นเรื่องสังคมออกมาได้ง่าย ง่ายกว่าที่เค้าจะมานั่งพิมพ์สเตตัสขึ้นมาอันนึงเพื่อบ่นชีวิต หรือสังคมของตัวเอง
 
 

"สิ่งที่เราทำเป็นงานศิลปะเพื่อใช้สื่อสาร อย่างน้อยมันทำให้คนกล้าที่จะตั้งคำถาม หรือกลับมาคิดในเรื่องที่เค้าเคยปล่อยผ่านมากขึ้น" 

 

Cliche เด็กไม่สนใจการเมือง

 

คริส: คือตัวผมไม่ได้สนใจเรื่องใครจะเป็นอะไรในทางการเมืองสักเท่าไหร่ แต่ผมสนใจในปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมในเรื่องนี้ หลังๆ ปัญหาพวกนี้มันชัดในเรื่องการโดนควบคุมมากขึ้น หลายๆ อย่าง พูดได้ไม่เต็มที่ บางอย่างอยากแสดงความคิดเห็นแต่พูดแล้วก็โดนตัดออกไป ก็เลยรู้สึกว่าอันนี้คือปัญหาที่กระทบกับเรา
 
อย่างพวกผม 2 คนเรียน Communication Design ก็คิดว่าการที่ใครสักคนจะมาควบคุมการ communicate ของคนก็ค่อนข้างเป็นอะไรที่กระทบคนทุกคนในประเทศเรา อย่างกฎหมายควบคุมสื่อ ถ้าเขาควบคุมได้ทุกอย่างจริงๆ อย่างที่อ่านคร่าวๆ ก็คิดว่าค่อนข้างน่ากลัว เพราะประเทศไหนที่รัฐควบคุมสื่อได้ขนาดนั้นมันอาจจะมีปัญหากับคนทั่วไปที่พูดอะไรไม่ได้อย่างที่อยากพูดหรือเปล่า
 
วิน: เมื่อก่อนเด็กๆ ไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองมาก แต่พอโตมา เห็นคนพูดถึงเยอะ เรื่องใกล้ตัว พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เริ่มสนใจมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วการเมืองมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด บางทีเรื่องนิดๆ หน่อยๆ ก็มีผลกระทบกับเราได้เหมือนกัน ถ้าถามผมเอง อ่านข่าวไหม ก็ไม่ได้อ่านบ่อยขนาดนั้น แต่อาศัยเอาจากหน้าฟีดที่เพื่อนๆ แชร์กัน
 
 

ทำให้วิสาสะการเมืองเป็นเรื่องปกติ

คริส: รุ่นผมสนใจการเมืองเยอะ​แต่สำหรับผมจะไม่ค่อยคอมเมนต์ในเฟซ เพราะไม่อยากเถียงกับคนไม่รู้จัก เพราะเดี๋ยวมีปัญหา แต่พอคุยกับเพื่อนก็จะคุยกันรู้เรื่อง ถกกันได้ในประเด็นเดียวกัน รุ่นผมไม่ได้มีใครแบ่งชัดเจนว่าใครฝักใฝ่ ฝั่งไหน ก็เลยไม่มีใครที่จะทะเลาะกันด้วยความคิดสุดโต่ง หรือเวลาเราคุย ก็คุยกันด้วยความคิด
 
รุ่นเราอาจจะเห็นทั้ง 2 ฝั่งมา ก็มีความเป็นกลาง เราเลยถกกันได้ ในขณะที่วัยพ่อแม่อาจจะมีฝั่งที่เขาเชียร์ชัด ก็ไม่กล้าคุยเพราะกลัวจะไปกระทบกระทั่งกับอีกฝั่ง ผมเองก็มีเพื่อนที่ค่อนข้างสนับสนุนคนละทาง แต่เราก็คุยกันได้ ไม่มีทะเลาะ ก็แค่ถกกันเท่านั้นเอง
 

"ประเทศก็กำลัง upgrade กันอยู่ อยู่ที่ว่ามันจะ stop ในกระบวนการอัพเกรดของมันไปหรือเปล่า หรือจะดำเนินไปจนกว่ามัน upgrade เสร็จสิ้น"

 

ประเทศกำลัง upgrade

 

คริส: ช่วงนี้อาจจะดูหยุดๆ ดูกระตุกๆ นิดนึงกับการปรับเปลี่ยนสำหรับประเทศในหลายๆ เรื่อง แต่เรารู้สึกว่า ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ เราก็น่าจะได้เห็นว่า ประเทศจะปรับต่อไปได้สำเร็จไหม ผมมองว่า ประเทศเรากำลังอยู่ในช่วงปรับปรุง​กำลังปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ยังมีกลุ่มคนที่มี mind set เดิมๆ และกลุ่มคนทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ที่เริ่มเปิดรับมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศก็กำลัง upgrade กันอยู่ อยู่ที่ว่ามันจะ stop ในกระบวนการอัพเกรดของมันไปหรือเปล่า หรือจะดำเนินไปจนกว่ามัน upgrade เสร็จสิ้น
 
 

Social Media โลกที่ทุกคนเท่ากัน

 

คริส: ผมว่า social media มันทำให้เราได้เห็นความคิดของคนทุกกลุ่มในสังคม ว่าคนแต่ละกลุ่ม ทุกกลุ่มก็ใช้ social เหมือนกัน สมมติเราเข้าไปเพจหนึ่ง ก็จะเห็นกลุ่มความคิดแบบหนึ่ง เข้าอีกเพจก็เห็นอีกความคิดหนึ่ง รู้สึกว่า มันก็ทำให้คนเข้าถึงความคิดคนได้ง่ายขึ้น แชร์ความคิดไปหาคนอื่นได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามีอะไรผิดพลาด หรือไม่ดี ก็ไปเร็วเหมือนกันและการที่เราจะกลับไปแก้คือยาก
 
Status บน social media ของคนๆ นึง มันสามารถบอกความคิดของคนๆ หนึ่งได้ ทำให้เราเห็นตัวตนเขา แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะนำมาตัดสินว่าเขาเป็นคนยังไง ถ้ามองมุมกลับ ถ้ามีคน capture ข้อความที่เราพิมพ์ไปคุยกันในกลุ่มที่คิดอีกแบบ เราก็อาจจะกลายเป็นเราเป็นคนที่แปลกก็ได้
 
 

ออกแบบประเทศที่ดีขึ้น

 

คริส: ถ้าออกแบบประเทศได้ เราอยากให้ประเทศเราเป็นประเทศที่มันมีเหตุผลมากขึ้น ช่วงนี้ความเป็นเหตุเป็นผลของประเทศเรามันประหลาดๆ นิดนึง แบบ “เห้ย ใช้เหตุผลแบบนี้ก็ได้เหรอ?” ถ้าประเทศเรามีกระบวนการใช้เหตุผลที่มากขึ้นกว่านี้ ก็จะทำให้คนใช้ชีวิตง่ายขึ้น ทุกอย่างอาจจะเป็นไปอย่างถูกต้อง และถามหาความยุติธรรมได้ดีกว่าตอนนี้
 
วิน: สำหรับผมมองเรื่องคนไทยบางกลุ่มมี mind set ที่ปิดมาก เช่นการรวมกลุ่มเหมารวม อย่างเช่นแท็กซี่รวมกลุ่มไปขับล้อมรถคนอื่น เพราะคิดว่าเป็นอูเบอร์ ซึ่งมันไม่ใช่เหตุผลเลย เพราะถึงยังไงแล้วเขาก็คนเหมือนกัน เหมือนเราตั้งศาลเตี้ยแบบไร้เหตุผล หรือแค่เห็นเค้าทำต่างจากคนทั่วไปก็มองว่าเค้าไม่ดี แทนที่จะมองว่าเราเองหรือเปล่าที่ไม่มีเหตุผล
 
คริส: กลุ่มที่วินพูดค่อนข้างจะยึดมั่นในความคิดของตัวเอง ไม่ค่อยเปิดรับจากความคิดอื่น จะรับรู้แต่สิ่งที่ต้องการให้เป็น และคิดว่าตัวเองถูก คือถ้าเค้าถูกก็โอเค แต่ถ้าเค้าผิดแล้วเค้าไม่ยอมรับก็น่ากลัว 
 

"เราตั้งศาลเตี้ยแบบไร้เหตุผล หรือแค่เห็นเค้าทำต่างจากคนทั่วไปก็มองว่าเค้าไม่ดี แทนที่จะมองว่าเราเองหรือเปล่าที่ไม่มีเหตุผล"

 
คริส และวิน
 

มีไอเดียอย่าเก็บไว้

 

คริส: การมีความกล้าตั้งคำถามเป็นสิ่งสำคัญ หลายคนมีไอเดียแบบนี้ มีความอยากตั้งคำถามขึ้นมาแต่ไม่ได้ทำ เลยอยากให้ทุกคนแสดงความคิดออกมาได้ เพราะเป็นเสรีภาพของทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้แสดงความคิดแค่เรื่องสังคม แต่เป็นไอเดียอะไรก็ได้ เช่นไอเดียในการทำงาน​อยากให้ทำมันออกมาเลยดีกว่าที่จะเก็บไอเดียนั้นไว้แล้วสุดท้ายก็ลืมมันไป อย่างไอเดียแรกที่ผมคิดจะทำปกอัลบั้ม ก็ยังไม่ทิ้งไปนะ ถ้าว่างก็จะกลับมาทำกัน เพราะมีแบบแผนไว้แล้ว พอจะกลับมาทำมันก็ง่ายขึ้น

 

วิน: ผมคิดคล้ายๆ กับคริส ถ้าเราได้คิดทั้งที และลุกขึ้นมาทำเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่เราประสบอยู่ในสังคม ถ้าทุกคนมาช่วยกันทำก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า แล้วถ้ามีหลายคนที่กลับมาสนใจปัญหาเดียวกันนี้มากขึ้น ก็อาจจะทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไขเร็วขึ้น