Oct 24 2017

people

คุยกับทู-อินทรโชติ นิปปอนบอยมาดกวนจากพุทธบูชา ผ่านมุมมองเกี่ยวกับหนังและกรุงเทพ ฯ

หนุ่มหน้าตายที่ไม่ได้มีดีแค่มุก 5 บาท 10 บาท

ทู-อินทรโชติ คือหนุ่มลุคญี่ปุ่นที่เรารู้จักจากภาพยนตร์โฆษณา The Only One ของ The 1 Card และยังมี MV เพลง ตัวปลอม ของลุลา และ POTATO ซึ่งเขากำลังจะมีผลงานแสดงใน Die Tomorrow หนังเรื่องใหม่ของเต๋อ นวพล (ที่เคยร่วมงานกันมาก่อนกับโฆษณารองเท้า Rompboy) นอกจากเขาจะมีคาแรกเตอร์ชัด ๆ ที่ไม่เหมือนใครแล้ว ความคิดและตัวตนที่ตลกโปกฮาของเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน 

 

 
แนะนำตัวกันสักหน่อย
 
ชื่อทูครับ ตอนนี้เรียนอยู่ที่คณะนิเทศศาสตร์ เอกภาพยนตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่อทู นี่มาจากคุณยายของผมชอบกินปลาทู ไม่ใช่ทูในภาษาอังกฤษที่แปลว่าสองนะ ถึงมีพี่ชายแต่ก็แปลว่าเขาไม่ได้ชื่อวัน (One) นะครับ พี่ชายผมชื่อธัน
 
เกิดวันอะไร
 
ผมเกิดวันพฤหัสบดีครับ แต่เอาจริงผมอยากตอบกลับไปว่า วันยันค่ำ แล้วก็หวังให้ถูกตบมุกกลับมาว่า เฮ้ย ไม่ใช่ หมายถึงวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์  แบบนั้นมากกว่า แต่กลัวไม่เก็ตมุกตลกคาเฟ่ไง เลยยังไม่กล้าเล่น (หัวเราะ) อีกอย่างคือผมเลือดกรุ๊ปโอครับ มีเพื่อนกลุ่มโอด้วยนะ ในกลุ่มก็มีผู้หญิงสามคน ผู้ชายสองคน มีอาร์ท ปริม ฝุ่น...นี่ไม่คิดจะหยุดผมเล่นมุกเลยเหรอ (หัวเราะ)
 
จริง ๆ แล้วเป็นคนตลกใช่ไหมเนี่ย
 
ที่จริงผมเป็นคนขรึม ๆ นะ ตลกแบบขรึม ๆ แต่ว่าขรึมมาก่อน (หัวเราะ) พอเป็นคนแบบนี้ เวลาผมทำงานสักชิ้น อย่างกำกับหนัง หรือเป็นโปรดิวเซอร์ให้เพื่อน งานของผมเลยออกมาเป็นตลกร้ายซะมาก และผมก็ชอบแนวนี้ด้วย เพราะมันมีเวลาเราให้คิดว่าจะไปแยบยลตรงไหน แต่ถ้าผ่านการพูดจาปกติ ก็เป็นคนตลกโปกฮาแบบนี้แหละ
 
อย่างทูชอบคนเด็กกว่าหรือแก่กว่า
 
ถ้าในแง่ความรักผมชอบคนที่มีวุฒิภาวะเท่ากัน แต่ถ้าไม่ใช่แง่ความรัก ผมชอบคนแก่ เพราะผมไม่ชอบเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็ก ๆ ชอบอะไรเงียบ ๆ 
 
 
เล่าโปรเจกต์ของตัวเองให้ฟังหน่อย
 
ตอนนี้กำลังเตรียมตัวทำ Pre-production จะกำกับ ฯ โฆษณาตัวนึง แต่ไม่ใช่งานใหญ่อะไร เป็นโปรเจกต์ของเพื่อนผมเอง แต่ผมลงมือกำกับ ฯ เอง ซึ่งคงจะเป็นแนวตลกร้ายตามสไตล์ แล้วก็อาจจะมี MV ตัวใหม่ออกมาเร็ว ๆ นี้ ส่วนงานหนังก็มี Die Tomorrow ของพี่เต๋อ-นวพล อย่างที่รู้กันนั่นแหละ
 
มาเล่น Die Tomorrow ของเต๋อ-นวพลได้ยังไง
 
มันมาจากที่ผมเล่นโฆษณาเรื่อง 39 ของ Rompboy ที่พี่เขากำกับ ฯ ก่อน อยู่ ๆ ก็มีพี่คนนึงในทีมของพี่เต๋อนี่แหละโทรมาชวนให้มาเล่น ผมก็เอาเลย อยากเล่นหนังของพี่เต๋ออยู่แล้วด้วย ก็มาเล่นโดยไม่ต้องแคสติ้งเพิ่มเลย เหมือนเป็นบทที่เหมาะกับคาแรกเตอร์อย่างผมอยู่แล้วด้วย
 
นอกจากนักแสดง / นายแบบ มีอะไรที่อยากเป็นอีกมั้ย
 
ผมอยากเป็นนักบินอวกาศ อยากเห็นโลกจากข้างนอกบ้าง อยากรู้ว่าถ้าเราออกไปข้างนอกแล้วมองทะลุกระจกยานอวกาศออกมามันจะรู้สึกยังไง ผมคิดว่าเอาจริงแล้วเราจะรู้สึกว้าวกับมัน หรือรู้ว่าดาร์ก ๆ แบบอ้าวกูอาจจะไม่ได้กลับโลกอีกแล้วนะ อาจเป็นเพราะผมชอบหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey ด้วยล่ะมั้ง
 
 
พูดถึงหนัง ส่วนตัวเป็นคนชอบหนังแนวไหน

 
ผมอยากทำหนังแนวตลกร้าย ก็เพราะผมชอบดูหนังแนวนี้ด้วย อย่าง เรื่องตลก 69 ก็ชอบ (นำแสดงโดย หมิว ลลิตา) "แต่ถ้าเป็นหนังที่ทำให้ผมรู้สึกชอบจริง ๆ มันต้องเป็นหนังที่ดูแล้วอิ่ม ดูแล้วตกผลึกบางอย่างได้ อย่างล่าสุดผมชอบก็ Blade Runner 2049 ชอบตรงที่มันตั้งคำถามกับเราได้หนักแน่นดี" เรื่อง Her หรือ Eternal sunshine & The spotless mind ก็ชอบเหมือนกัน แต่ตอนนี้ผมก็ยังทำได้ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกเยอะ ตอนนี้ก็ทำสไตล์ที่เราถนัดไปก่อน แต่ถ้าถามว่าผมชอบตอนจบของหนังแบบไหน แน่นอนว่าผมชอบให้จบแบบปวดร้าวครับ ไม่เอาแฮปปี้เอนดิ้ง (ยิ้มอย่างสะใจ)
 
แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เลือกเรียนภาพยนตร์
 
เพราะว่าผมพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องครับ (หัวเราะ) ตอนเด็ก ๆ ผมชอบทำวิดีโอเล่น แล้วรู้สึกว่ามันสามารถเล่าเรื่องอะไรบางอย่างออกมาได้ดี เพราะมันผ่านการคิด การไตร่ตรองก่อนจะลงมือถ่ายมาก่อนแล้ว "จากที่ปกติก็พูด ๆ ไป ไม่มีใครรู้เรื่อง แต่พอเราทำเป็นหนังออกมาแล้วมันก็แบบ เออ มันทำให้เราได้คิดก่อน เป็นกระบวนการนั่นนี่ แล้วด้วยการที่เราได้ทำหนัง ตอนนี้ผมก็พูดรู้เรื่องขึ้นแล้ว" จริง ๆ จากตอนแรกเลยผมไม่ได้ทำออกมาเป็นหนังเลยหรอก แต่ทำเป็นพวกวิดิโอชีวิตประจำวันแบบโง่ ๆ เลย แค่อยากจะถ่ายนั่นนี่ แล้วพอเราได้เรียนตัดต่อมา มันก็เลยทำออกมาเป้นวิดีโอที่ดูแล้วรู้เรื่องจริง ๆ มีการเล่าเรื่องจริง ๆ (หัวเราะ) ผมก็เริ่มหลงใหลนับตั้งแต่นั้น
 
 
ถ้าถามถึงขั้นตอนการทำหนังที่ชอบที่สุดล่ะ
 
ผมชอบตัดต่อเองมากที่สุด คือผมชอบผู้กำกับคนนึงมาก เขาชื่อ Edgar Wright (ผู้กำกับ Baby Driver) เค้าเป็นคนที่ตัดต่อหนังในหัวแล้วก่อนที่จะมาถ่ายหนังจริง เวลาทำหนังของตัวเองก็เลยอยากจะตัดต่อให้เหมือนกับภาพที่คิดไว้ในหัว เวลาตัดจริงก็จะออกมาดี แต่ถ้าให้เอาหนังคนอื่นมาตัดนี่ไม่น่าจะใช่ทาง เพราะมันไม่ได้อยู่ในหัวเรามาก่อน แล้วเราก็ไม่ได้เก่งเรื่องการตัดต่อขนาดนั้นด้วย ไว้ตัดต่อเก่งเมื่อไหร่แล้วจะบอกนะครับ รับทุกงาน (หัวเราะ)
 
ชีวิตในตอนนี้อยู่ในช่วงไหนของหนังเรื่อง "ทู อินทรโชติ"
 
"ช่วงไหนก็ได้ครับ เพราะว่าหนังมันก็ทำมาจากช่วงนึงของชีวิตเรา ถ้าเราคิดว่ามันเป็นช่วงพีคแล้ว หนังมันก็จะหาจุดจบของจุดพีคนี้ได้เอง" คือหนังมันเอาช่วงชีวิตมากั้นว่าช่วงไหนมันน่าสนใจสุด ซึ่งสำหรับตอนนี้มันก็อาจจะเป็นหนังเรื่องนึงที่ผมกำลังให้สัมภาษณ์อยู่ แล้วก็จบตรงที่ผมเดินออกไปโดยไม่มี conflict ใด ๆ เป็นหนังที่ไม่มีไคลแมกซ์ใด ๆ แต่ว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของหนังที่ขาดไปไม่ได้เหมือนกัน
 
 
แถวบ้านมีอะไรเด็ดบ้าง
 
บ้านผมอยู่แถวพุทธบูชา แถวนี้ของอร่อยเยอะนะครับ อาจเพราะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีด้วย ก็มีก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ๊ออที่ผมชอบไปกิน ตอนเย็น ๆ ก็มีร้านหมาล่า แล้วก็ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาที่อยู่ติดกับลานปูน ที่มีทีเด็ดคือกากหมู มาหลังเที่ยงอาจอดกินได้ กากหมูหมดก่อนก๋วยเตี๋ยวอีก แต่ถ้าเป็นสถานที่แฮงก์เอาท์ ผมชอบไปบอร์ดเกมกะร้านเหล้าแถวนี้แหละครับ ผมไม่ค่อยเข้าไปในเมืองเท่าไหร่ เพราะบ้านอยู่แถวนี้ และผมก็มีเพื่อนในม. บางมดหลายคนด้วย เที่ยวแถวบ้านนี่แหละสบายใจที่สุด
 
ทรงผมเท่ ๆ นี้ได้แต่ใดมา
 
ก็ตัดแถวบ้านนี่แหละครับ แอบบอกใบ้ว่าร้านอยู่ซอยพุทธบูชา 44 เผื่อมีใครอยากได้ทรงเดียวกัน (หัวเราะ) เอาจริงก็ลองผิดลองถูกมา 5 - 6 ครั้งแล้ว เวลาตัด ผมก็ไกด์ช่างเค้าเยอะ จนตอนนี้รู้ใจกันแล้ว แค่บอกว่าทรงเดิมก็ได้ แต่ถ้าช่างประจำเขารีไทร์เมื่อไหร่ก็คงต้องไปตัดร้านอื่น แล้วผมก็จะบอกร้านอื่นว่าเอาทรงพระเอกเอ็มวีตัวปลอมครับ (หัวเราะ)
 
ซื้อเสื้อผ้าที่ไหน มีแบรนด์ไทยที่ชอบรึเปล่า
 
ผมชอบโกรฟฟี่ เป็นแบรนด์ accesories มีพวกกระเป๋าอะไรแบบเนี้ยครับ งานเค้าสนุกดี แต่ถ้าเป็นเสื้อผ้าก็ชอบ I wanna bangkok ส่วนเวลาซื้อเสื้อผ้าผมชอบซื้อตาม Shinjuku Outlet กับตาม Instagram มากกว่าไปเดินซื้อตามร้านนะ รู้แหละว่ามันลองไม่ได้ แต่ถ้าชอบก็สั่งมาก่อน ใส่ไม่ได้ก็วางทิ้งไว้ ไม่ก็ขายต่ออีกที
 
 
กรุงเทพ ฯ ในแบบของทู

 
"คือผมว่ากรุงเทพ ฯ มันเป็นเมืองที่ไม่น่าจะมีคนอยู่ได้ แต่ว่าเราก็อยู่กันได้" อย่างแรกคืออากาศมันร้อนมาก อย่างสองคือรถติดสุด ๆ การเดินทางวุ่นวาย ยิ่งการทำทางทำถนนต่าง ๆ คือแบบควรสร้างให้เสร็จก่อน แล้วค่อยเอาคนกลับเข้ามาอยู่ เพราะคนก็ไม่ได้อยู่กันน้อย ๆ ไง แล้วคือทางที่ทำเสร็จแล้วก็ใช่ว่าจะดีไง บางทีก็ต้องโละทำใหม่บ้าง เดี๋ยวซ่อมถนน ขอปิดแป๊บนึง สักพักเปิดให้ใช้ถนนใหม่ แป๊บเดียวขอปิดเอาสายไฟฟ้าลงดินอีกแล้ว เราก็แบบ...ทำให้เสร็จก่อนมั้ย แล้วเดี๋ยวเรากลับมาอยู่ (หัวเราะ) แต่มันตลกเพราะทั้งที่กรุงเทพ ฯ มันเป็นแบบนี้แต่เราก็ยังอยู่กันได้ เหมือนแบบเราคุยกันได้ นายทำถนนกันตอนกลางคืนนะ แล้วเราก็ใช้ชีวิตกันตอนกลางวัน ยืดหยุ่นกันดี ผมว่าตรงนี้น่าสนใจ (หัวเราะ)
 
อยากให้กรุงเทพ ฯ มีอะไร
 
(คิด) ผมว่าเป็นเรื่องพื้นที่ศิลปะนะ แบบไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ แต่อยากให้เป็นสถานที่ที่เป็นศิลปะเลย เหมือนกับวัดร่องขุ่นแบบนั้น ในกรุงเทพ ฯ มันก็พอมีพื้นที่สำหรับศิลปะอยู่บ้าง แต่สถานที่เหล่านั้นก็เล็กมาก ไม่ก็แอบตามซอกตามหลืบ แล้วมันก็ควรมีพื้นที่ที่ไม่ใช่สำหรับศิลปินหรืองานศิลปะอย่างเดียว แต่เป็นพวกงานของนักศึกษาด้วย อย่างพวกหนังสั้นเนี่ย ทุกวันนี้ Thai Short Film ก็ฉายกันอยู่ในห้องแคบ ๆ คนก็ดูกันแบบนั้น พอหนังเข้ารอบก็ย้ายไปฉายโรงใหญ่ขึ้นนิดนึง แต่มันก็จุคนดูได้แค่ประมาณนึงเท่านั้น  หนังเพื่อนผมดี ๆ หลายเรื่องเลย ธีสิสเพื่อนผมบางทีคนดูเต็มโรงจนเข้าไม่ได้แล้ว เห็นแบบนั้นก็รู้สึกอยากให้คนอื่นได้ดูด้วย ผมอยากให้ช่วยส่งเสริมหนังสั้นของนักศึกษากันนิดนึง แล้วก็อยากให้มีสถานที่แบบหอศิลป์ ฯ อีกหลาย ๆ ที่ ใหญ่กว่าที่มีตอนนี้หน่อยก็โอเค อยากให้มีพื้นที่สำหรับสื่อศิลปะทุกแขนง ที่เรามีอยู่ตอนนี้เป็นเพียงเฉพาะงานศิลป์ประเภทหลัก ๆ เท่านั้นเอง
 
เร็ว ๆ นี้เราจะได้เห็นทูที่ไหนบ้าง
 
ก็มีหนังเรื่อง Die Tomorrow และอาจจะมีหนังลับอีกเรื่องนึง ใบ้ให้ว่าเป็นหนังของผู้กำกับสุพรรณหงส์ บอกแค่นี้ให้ได้ลุ้นกันก่อน