May 18 2018

restaurants & bars

ออกไปย่างเนื้อบนกระทะคริสตัลท่ามกลางบรรยากาศสวนหลังบ้านที่ Fat Beef Meat Lab

ให้เนื้อบนกระทะเล่าเรื่องแทนแล้วกัน
ใครว่าย่านนราธิวาสจะเหมาะแค่ร้านไฟน์ไดนิงกับคู่รัก หรือรวมกลุ่มกันชนแก้วแล้วยกซดอย่างเดียว อยากให้ลองแวะมาที่โครงการเดอะฟอร์เรส ถนนนางลิ้นจี่ เดินตามเสียงฉ่าเนื้่อขึ้นไป ที่นี่แหละคือสวรรค์ของคนรักเนื้อที่ไม่ต้องขึ้นไปถึงชั้น 7 เพราะแค่เดินขึ้นบันไดมาชั้น 2 ก็ถึงสวรรค์แล้ว !
 
 
Fat Beef Meat Lab เกิดขึ้นจากความชอบกินเนื้อของคุณโต๋-กสิณพจน์ นักบินสายการบินแห่งชาติที่ต้องหาโอกาสไปลองเนื้อดี ๆ เด็ด ๆ จากทั่วทุกมุมโลก เพราะเขาเชื่อว่าเนื้อแต่ละประเทศก็มีดีไม่เหมือนกัน คราวนี้เมื่อถึงโอกาสเหมาะเจาะที่รู้สึกแล้วว่าตัวเองต้องทำอะไรอีกอย่างนอกเหนือจากการเป็นนักบิน passion สายเนื้อของเขาก็คุกรุ่นขึ้นมาแล้วมุ่งมั่นว่า "เราสนใจในเนื้อ งั้นก็เปิดร้านเนื้อเลยแล้วกัน!" คุณโต๋จึงชักชวนแฟนอย่างคุณเบล-เบ็ญญาสาร และเพื่อนอย่างคุณแคน-ทศวรรษ มาร่วมด้วยช่วยกัน ร้าน Fat Beef จึงเกิดขึ้นจริงให้เราได้เปรมเนื้อกันในราคาน่าคบเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง
 
 
 
บรรยากาศของร้านที่นี่ค่อนข้างเรียบง่าย ทางร้านเป็นเอาท์ดอร์ทั้งหมดเพื่อให้อากาศปลอดโปร่ง ถ่ายเทสะดวก เหมาะแก่การปิ้งย่าง รวมไปถึงการตกแต่งที่พยายามใช้ธรรมชาติโดยรอบของร้านให้เป้นแระโยชน์ ด้วยเพราะตั้งอยู่ในโครงการ De Forest ที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้จนลืมไปเลยว่าอยู่กลางเมืองอย่างถนนนางลิ้นจี่ สายเนื้อที่มาฟาดฟันประชันอาหารกันที่นี่จึงจะได้บรรยากาศเหมือนกับนัดเพื่อนฝูงมาปาร์ตี้กันในสวนหลังบ้านอย่างไรอย่างนั้น

 
 
 
ด้วยชื่อร้านก็บอกอยู่แล้วว่าเราจะได้เจออะไรกันบ้าง ไล่ไปตั้งแต่ Fat Beef ที่แน่นอนว่าเมนูหลักของทางร้านจะเป็นเนื้อหลากหลายแบบ ทั้งริบอายโกเบวากิวไวน์ (399 บาท) ที่เลี้ยวน้องวัวด้วยกากองุ่นที่ทำมาจากไวน์ ออยสเตอร์เบลดหมักซอสมินท์ (219 บาท) ไปจนถึงคาลบี้วากิวสุรินทร์หมักเบียร์ (399 บาท) ที่ความดีงามอยู่ที่ทางร้านดีลกับฟาร์มเนื้อวากิวที่จังหวัดสุรินทร์โดยตรง ทำให้ได้เนื้อตามคุณภาพที่ต้องการเพราะระบุสเปคและคัดเลือกได้
 
 
ต่อมาคือ Crystal Grill คือความพิเศษของกระทะย่างเนื้อที่นี่นั่นเอง เราอาจคุ้นเคยกับกระทะทองเหลือง หรือกระทะเหล็กสีดำแบบร้านเนื้อย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลี แต่กระทะย่างที่นี่เป็นครัสตัลใสไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน สืบเนื่องมาจากคุณแคนที่มีไอเดียว่าอยากขายเนื้อให้มีมิติมากกว่าที่อื่น พอดีที่เขาได้ไปเจอกระทะคริสตัลแบบนี้ที่โซล ประเทศเกาหลีใต้ และพบว่ากระทะคริสตัลมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการย่างเนื้อมาก ๆ เพราะเนื้อไม่แห้ง คงความฉ่ำ ร้อนช้าแต่อมความร้อนได้ดี จึงจัดการสั่งทำกระทะคริสตัลเฉพาะของทางร้านจากเกาหลีมาใช้งานทันที ซึ่งเราลองใช้แล้วก็ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่เก๋ไก๋ แต่มันยังเหมาะกับเมนูต่าง ๆ ของทางร้านมาก เพราะที่นี่ย่างเนื้อกับคอมพาวน์บัตเตอร์ ซึ่งถ้าใช้กระทะเหล็ก เนยจะต้องไหม้จนสีไม่สวยแน่นอน

 
 
คอมพาวน์บัตเตอร์ของที่นี่เรียกว่าเป็นจอใขโมยซีนของร้านก็ได้นะ เพราะมันอร่อยสายรุ่งพุ่งออกปากมาก ทางร้านจะมีรสของเนยอยู่ 4 รสประจำ และอีก 1 รสตามฤดูกาล ได้แก่รสออริจินัล ที่ผสมเนยเข้ากับสมุนไพร 7-8 ชนิด, ไทย ชิลลี่ บัตเตอร์ เนยรสเผ็ดแบบไทย ๆ จากพริกขี้หนูสดตำ, เลมอน เบียร์ บัตเตอร์ ที่เกิดจากการนำเบียร์สดมาเคี่ยวกับเนย, และการ์ลิค เปบเปอร์ ที่อัดแน่นด้วยกระเทียมมาก ๆ ตัดเนยปาดลงบนเนื้อ แล้วเอาไปย่างบนกระทะคริสตัลสักหน่อยนะ อื้อหืม ฟินลืม
 
 
 
สำหรับเราแล้วไม่ว่าจะเป็นวากิวตัวไหนก็ดีงามทั้งนั้น วากิวไทยก็จะเด้งสู้ฟันพอเคี้ยวสนุกหน่อย ส่วนเนื้อโกเบก็ลายสวย แล่มาแผ่นใหญ่จนงงว่ากล้าขายราคานี้ได้ไง หรือจะเป็นส่วนต่าง ๆ ของวัวทั้งแก้มวัวหมักเบียร์ (139 บาท) ร่องซี่โครง (99 บาท) เนื้อสันคอติดมัน (99 บาท) ลิ้นวัวหมักเกลือ (99 บาท) เสือร้องไห้ (89 บาท) และหนอกลาย (89 บาท) ที่เราชอบแก้มวัวกับลิ้นวัวมาก เพราะแก้มวัวเหนียวเด้งเคี้ยวสนุก ส่วนลิ้นวัวก็นุ่มละลายไปเลย 

 
 
 
อีกตัวที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือความบ้าที่นำโทมาฮอว์กชิ้นโตเข้ามาขาย (1,890 บาท) ที่ชิ้นหนึ่งมีขนาดถึง 800-900 กรัม ! โทมาฮอว์กชิ้นใหญ่ในราคาเท่านี้แทบหาไม่ได้ในกรุงเทพฯ แล้ว นี่ Fat Beef นำโทมาฮอว์กมาย่างบนเตาถ่านให้มีเดียม ใช้นำมันวัวญี่ปุ่นค่อย ๆ ทาระหว่างย่างไปด้วย แล้วเสิร์ฟบนกระทะคริสตัล ให้ลูกค้าเลือกระดับความสุกที่ต้องการได้เองเพิ่มเติม เรียกว่าสุกเท่าไหนไม่รู้ แต่ได้กินโทมาฮอว์กราคานี้ขนาดนี้ ถือว่าสุขมากกก
 
 
 
ส่วนใครที่ไม่ใช่สายเนื้อขนาดนั้น ที่นี่ก็มีเมนูหมูให้เลือกด้วย รวมไปถึงหอยเชลล์ตัวเท่าฝ่ามือที่โรบมอสซาเรลล่าชีสมาเต็ม (119 บาท) รวมถึงเมนูอื่น ๆ ที่เด็ดไม่แพ้กันอย่างกัปตันปูไข่ดองโนริ (399 บาท) ยำปลาหมึกน้ำมันงา (49 บาท) ท้องปลาแซลมอนทอดเกลือ (139 บาท) และเมนูอื่นอีกเต็มไปหมด

 
 
สุดท้ายกับชื่อ Fresh Beer ที่ขาดไม่ได้ เพราะเนื้อยังไงก็คู่กับเบียร์อยู่แล้ว ที่นี่ก็จัดคราฟต์เบียร์ทั้งไทยและเทศมาให้ลองกันมากถึง 30-40 ตัว แต่เครื่องดื่มที่อยากให้ลองคือ Shandy (แก้วเล็ก 49 บาท แก้วใหญ่ 89 บาท) เบียร์ผสมน้ำมะนาวและไซรัปสุดสดชิื่นและดื่มง่ายมาก ๆ แก้วเดียวไม่พอแน่นอน
 
 
Soimilk Says: ถือเป็นพิกัดใหม่ของคนรักเนื้อที่อยากลองเนื้อเกรดดี ๆ ในราคาที่เอื้อมถึงแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เลยก็ว่าได้ สำหรับใครอยากลองวากิวหรือโทมาฮอว์กดูสักครั้งในราคาย่อมเยา ที่ Fat Beef อาจเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่ แม้เราอาจคุ้นเคยกับการกินเนื้อย่างบุฟเฟ่ต์ และอยากจะเรียกร้องให้ที่นี่มีบุฟเฟ่ต์กับเขาบ้าง แต่เพราะทางร้านไม่อยากลดคุณภาพดี ๆ ที่มีลง เลยขอเป็นจานเดี่ยว ๆ แต่คงราคาดีแบบนี้ดีกว่า 

 
พิเศษกว่า ! สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ สามารถนำคอนเทนต์นี้ไปโชว์ที่ Fat Beef Meat Lab เพื่อรับโทมาฮอว์กราคาพิเศษจาก 1,890 เหลือเพียง 1,190 บาทเท่านั้น ! ใช้สิทธิ์ได้ถึงวันที่ 31 พ.ค. นี้เท่านั้นนะ
 
Fat Beef Meat Lab
เปิดทุกวัน 17:00-24:00 น. วันอาทิตย์เปิด 16:00-23:00 น.
ชั้น 2 โครงการ De Forest นางลิ้นจี่ BTS ช่องนนทรีแล้วต่อ BRT สถานีเทคนิคกรุงเทพ