Aug 01 2017

restaurants & bars

ชวนกินอาหารหลากต้นกำเนิดที่ One Ounce at Chang Chui

เมื่ออาหารแต่งงานกัน

หลังจากที่เปิดตัวให้เรารู้จักกันมาได้สักพัก แหล่งพบปะใหม่อย่าง ช่างชุ่ย ก็ยังมีอะไรเพิ่มเติมให้เรากลับไปหาอีกเรื่อยๆ และตอนนี้ที่ช่างชุ่ยก็มีมุมอาหารอร่อยๆ อีกแห่งที่เราอยากจะบอกต่อ
 
ร้านอาหารที่ว่าก็คือ One Ounce at Chang Chui
 
 
แน่นอนว่าใครที่เป็นคอกาแฟคงจะคุ้นกับชื่อนี้ เพราะ One Ounce for Onion คือหนึ่งในร้านกาแฟดีๆ ในย่านเอกมัยที่เป็นทั้งร้านกาแฟ และร้านขายของแฟชั่นภายใต้แบรนด์ Onion ซึ่งมีตั้งแต่เสื้อผ้าไปจนถึงแว่นตา รองเท้า และ accessory ต่างๆ
 
แต่สำหรับสาขาที่ช่างชุ่ยแห่งนี้จะแตกต่างจากที่เอกมัยตรงที่ที่นี่จะจริงจังเรื่องอาหารการกินขึ้นมาอีกขั้น โดยทาง One Ounce ได้เชฟมือดีอย่างคุณออย-ลลิสรา บุตรวงษ์ ที่บ่มฝีมือการทำอาหารมาจากออสเตรเลีย และคุณแทน-ภากร โกสิยพงษ์ ซึ่งเคยทำงานที่ร้านมิชลินที่สเปนอย่าง Azurmendi มาแล้ว
 
 

ได้อย่างไม่ต้องเสียอย่าง

 
จุดเริ่มต้นของร้านคือการที่ทาง One Ounce อยากจะมีร้านอาหารที่เสิร์ฟทั้งกาแฟดี และอาหารอร่อยไปด้วย เพราะที่ผ่านมา คาเฟทั้งหลายมักจะไม่มีอาหารจริงจังให้กิน ก็เลยมอบหมายให้เชฟออย ทำงานร่วมกับเชฟแทนทำคอนเซ็ปต์ร้านอาหารขึ้นมาใหม่จนออกมาเป็น Onen Ounce at Chang Chui
 
“อาหารของผมไม่ได้บอกว่าเป็นแนวไหน สัญชาติอะไร แต่มาจากประสบการณ์ของผมเองที่ออกเดินทางไปชิมอาหารตามประเทศต่างๆ และดึงมารวมกันคล้าย mess hall” เชฟแทนอธิบายให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการทำอาหารซึ่งเกิดจากการที่เชฟเดินทางไปท่องเที่ยวและทำงานตามก้นครัวประเทศต่างๆ รวมทั้งที่ Azurmendi ร้านระดับมิชลิน 3 ดาวของสเปนที่เชฟไปอยู่มาครึ่งปีก่อนมาอยู่ที่ Azurmendi สาขาพังงาอยู่อีก 2 ปีกว่า
 
 
เพราะความชอบเดินทางไปชิมอาหารตามประเทศต่างๆ ที่เดินทางเที่ยว อาหารของเชฟเลยเป็นเหมือนการผสมความอร่อยของอาหารจากประเทศหนึ่งที่น่าจะเกิดมาคู่กับอีกประเทศทำให้ได้รสชาติที่เข้ากัน อาหารเลยออกมาเป็นการผสมผสานระหว่างจานเด็ดของประเทศหนึ่งมากินร่วมกับอีกประเทศ

 
“เหมือนผมจับอาหารสองประเทศมาแต่งงานกัน” เชฟสรุปให้ฟังแบบง่ายๆ
 

คู่รักต่างแดน

 
แม้เชฟจะจับอาหารต่างสัญชาติมาผสม แต่อาหารจานแปลกตาเหล่านี้กลับรสชาติเข้ากัน แถมยังเสิร์ฟจับคู่กับม็อกเทลอร่อยๆ ที่ช่วยเสริมรสกันถึง 4 ตัว ยกตัวอย่างเช่นเมนู Dirty Birds (180 บาท) ที่นำไก่มาทอดกรอบแล้วราดด้วยน้ำซอสหวานโรยด้วยถั่ว เสิร์ฟพร้อมมะนาวที่เพิ่มก็ทำให้รสเปลี่ยนไปอีกแบบ เครื่องดื่ม E-sarn Classic ที่มีส่วนผลมของตะไคร้ ใบมะกรูด และข่า ก็ช่วยส่งกลิ่นสมุนไพรหอมๆ เข้าไปตามหลัง
 
Dirty Birds 
 
E-sarn Classic
 
ถ้าใครชอบอาหารทะเลก็แนะนำลูกครึ่งอย่าง The Chinglish Baby in Seoul City (300 บาท) ที่นำเอาอาหารทะเล และ gnocchi ปั้นมือไปคลุกกับซอสพริกโคชูจังแบบเกาหลีแต่ใส่พริกเสฉวน รสออกหวาน โรยด้วยขนมปังครัมเบิล จิบคู่กับม็อกเทลสีหวานแต่แกลมอย่าง Lady Yaowarat (140 บาท) ที่มีเบสเป็นน้ำทับทิมท็อปด้วยทองคำเปลวบนเจลลีพุทราจีน ก็กลมกล่อมไม่แพ้กัน
 
The Chinglish Baby in Seoul City

 
Lady Yaowarat
 

เน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่น

 
แม้หน้าตาอาหารจะดูโมเดิร์น แต่หากมองลึกลงไปในวัตถุดิบที่ใช้แล้ว เชฟจะเลือกใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นด้วยความเชื่อว่า วัตถุดิบที่หาได้ตามท้องถิ่นนั้นเหมาะสมกับร่างกายของพวกเราที่เติบโตมากับอาหารเหล่านี้ และวัตถุดิบของเราก็ดีไม่แพ้ตะวันตกเหมือนกัน
 
“จริงๆ แล้วร่างกายเรากินอาหารนำเข้ามากไปไม่ค่อยดี เพราะจุลินทรีย์ที่อยู่ในอาหารของเมืองนอกนั้นไม่เข้ากับร่างกายของเรา อย่างเช่นนม ถ้าใครไม่เคยกินมาก่อน ก็จะท้องเสีย ฉะนั้นผักไทย ของไทยก็จะเหมาะกับเรามากที่สุด” เชฟแทนเผย
 
ใบแว่นแก้วที่เชฟปลูกเองหลังร้าน
 
นอกเหนือจากวัตถุดิบแล้ว เชฟยังแพลนจะทำอาหาร 6 คอร์สหมุนเวียนอาหารไปนอกเหนือจากอาหารจานหลักในเดือนกันยายนนี้ โดยจะมีคอนเซปต์เป็นอาหารจากความทรงจำของเชฟตั้งแต่เด็กจนโต เช่นโจ๊กสูตรเด็ดของครอบครัวที่มาผสมกับเทคนิคสมัยใหม่ หรือจะเป็นอาหารจานเนื้ออย่าง The Morning after ที่นำหางวัวตุ๋นแบบสเปนมากินกับมันหวานแบบที่เชฟเคยไปกินที่เวียดนามตอนเดินทางเที่ยวซาปา เคล้ากรีกโยเกิร์ตยิ่งช่วยตัดรสกลมกล่อมพอดี
 
The Morning after

 
นอกจากอาหารแล้ว เชฟก็ยังมีขนมไว้ปิดท้ายให้กับมื้ออาหารที่นี่ด้วย โดยเราได้ลองกินทีรามิสุ 3 ชั้นที่เสิร์ฟกับกาแฟจากอำเภอจอมทองในเชียงใหม่ที่หอมเข้มข้นมาก โดยเชฟเองยังคำนึงเรื่องกายใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าที่สุด เช่นจานเมอแรงที่เชฟใช้ขอบขาวของมะนาวที่ปกติจะทิ้งแล้ว มาบดทำครีมเปรี้ยวไว้กินตัดหวานของเมอแรง แถมช่วงนี้ใครไปแล้วสั่งอาหาร 2 อย่าง เชฟใจดีเสิร์ฟขนมให้ฟรีเลย 1 จาน (แต่ต้องไปก่อนสิ้นเดือนนะ)
 
เมอแรงมูสมะนาวและใบแว่นแก้ว
 
ทีรามิสุกาแฟจอมทอง
 

ส่วนผสมที่ลงตัว

 
ที่เราชอบโซนนี้อีกอย่างคือเป็นการรวมสามสิ่งเข้าไว้ด้วยกันอย่างหาได้ยากนั่นคือ กาแฟ หนังสือ และอาหารอร่อย คอกาแฟแน่นอนว่ายังคงสามารถกินกาแฟดีๆ แบบที่เคยได้ทานกันที่ One Ounce for Onion เพิ่มเติมคือความดีงามของร้านที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกับ Booksmith ร้านหนังสือชื่อดังจากเชียงใหม่ที่ลง
 
 
ที่นี่ขนหนังสือมาขายมากมายหลากหลายแนว ทั้งหนังสือไทย และนิตยสารต่างประเทศหาซื้อยาก (เราตื่นเต้นกับการเจอ Lost นิตยสารท่องเที่ยวจากจีน ขวัญใจนักเดินทางยุคมิลเลนเนียลทั่วโลกที่ทางร้านนำเข้ามาขายด้วย) ไม่นับรวมเครื่องเขียนจาก Lamune และหนังสืออีกนานาชนิด ทำให้เรารายล้อมไปด้วยหนังสือที่เราอยากอ่านทั้งวัน

 
 
กาแฟดริปในแก้วบรั่นดี
 
ใครที่สะดวกไปลองตอนไหนก็ลองจัดเวลาดู 
 
ช่างชุ่ย (โซนหย่อนญาณ) 460/8 ถ.สิรินธร แขวง/เขตบางพลัด โทร. 089-776-2210 เปิด 11:00-23:00 น. www.fb.com/oneounceforonion