Nov 17 2017

restaurants

พาไปเปิดประสบการณ์กับ 3 ห้องแห่งความลับที่ Maison De Bangkok

ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างอาหารและศิลปะ

ก่อนหน้านี้เราเคยพาแวะไป Maison De Bangkok มาครั้งนึงแล้ว แต่ตอนนั้นร้านนี้ยังเปิดแค่ห้องเล็ก ๆ ห้องเดียวในเวิ้ง KRAM - Your Local Neighborhood Community เท่านั้น มาจนถึงตอนนี้ พื้นที่บนชั้น 2 และชั้น 3 ของตู้คอนเทนเนอร์ขนาดยักษ์ ได้อุทิศให้กับร้าน Maison De Bangkok ทั้งหมด พร้อมแบ่งเป็น 3 ห้องหลักที่เต็มไปด้วยความลับที่เราจะเอามาโชว์ให้ดูก่อนใครในวันนี้
 

White Room

 
ห้องแรกและห้องดั้งเดิมของร้านที่ทำให้เราแปลกใจด้วยการตกแต่งในโทนสีขาวโพลนตั้งแต่พื้น ผนัง โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงเพดาน! ฉีกทุกกฎของความเป็นร้านซูชิด้วยลุคของตัวร้านสไตล์ปารีเซียง
 
 
ซูชิแบบ Chef's Table ของที่นี่จะมาในสไตล์ฟิวชั่น แบ่งเป็นคอร์สมื้อเที่ยงในราคา 1999++ บาท (7 คำ) และมื้อเย็นในราคา 2999++ บาท (10 คำ) กิมมิกพิเศษคือไอเดียการเลือกใช้วัตถุดิบแปลก ๆ มารังสรรเมนูให้แต่ละคำของซูชิที่นี่มีความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
 
 
 
อย่างเช่นเมนูที่มีฐานเป็นแผ่นบิสกิตงาดำ ท็อปข้างบนด้วยชูโทโร่ทาทากิ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ากลิ่นงาดำไม่ได้กลบรสทูน่าเลยแม้แต่น้อย กับอีกจานที่เราชอบมากคือครัวซองต์อันนี้ที่แต่งหน้าด้วยไข่มุก (ที่ตอนแรกไม่แน่ใจว่ามันกินได้จริงรึเปล่า) จริง ๆ คือมันกินได้และอร่อยด้วย แต่เรื่องรสชาติว่าข้างในคืออะไร เราบอกเลยว่านี่คือความลับที่ควรมาลองด้วยตัวเอง 

 

Dark Room

 
ห้องแห่งความมืดที่คุณกันต์ รตนาภรณ์ เจ้าของร้านนี้การันตีกับเราว่าไม่เหมือนที่อื่นแน่นอน ความพิเศษอยู่ที่วัตถุดิบหลักคือเป็นแบล็คทรัฟเฟิล ซึ่งจะทยอยออกมาให้เห็นใน 13 จานหลักที่นำออกมาเสิร์ฟ
 
 
Food Is Art คือคอนเซ็ปท์หลักของที่นี่ หมายถึงการผสมศิลปะทุกแขนงไว้ในอาหารแต่ละจาน อย่างเช่นจานที่เราชอบมากคือ Tree Nuts จานนี้ ที่แฝงความหมายลึกซึ้งของงานศิลปะที่อาจมองไม่เห็นแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ด้านในด้วย แล้วจะรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ อย่างด้านในของถั่วที่เห็นก็จะเป็นไข่มุก 3 รสคือโยเกิร์ต ลิ้นจี่ และแอปเปิ้ล
 
 
 
อีกหนึ่งจานจาก 13 เมนูที่เราชอบมากคือ Corn Truffle ที่นำข้าวโพดญี่ปุ่นไปเผากับน้ำมันแบล็คทรัฟเฟิล แต่งหน้าด้วยทรัฟเฟิลชิ้นหนาและไข่มุกหลากสีเม็ดเล็ก กับอีกจานในชื่อ Lotus Ika ที่บอกเลยว่าไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่วัตถุดิบยังเป็นระดับท็อปทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นปลาอิกะจากญี่ปุ่น แบล็คทรัฟเฟิล และไข่ปลาคาเวียร์ 

 
 
ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานหนึ่งเดียวในคอร์สหลังจาก 13 จานหลัก คือเมนูในชื่อ Falling Icecream ที่เอาศิลปะแบบ Abstract Art มาผสมผสานกับเมนูช็อคโกแลตลาวาเข้มข้นและไอศกรีมโฮมเมดวนิลา จุด ๆ นี้บอกเลยว่าความอร่อยจานนี้พีคมากจริง ๆ ไม่โกหก  
 
 
 
สนนราคาของคอร์สนี้ตกอยู่ที่ 2,999 ++ บาท  ถ้าเทียบว่าจะได้ทั้งอิ่มท้องกับ 13 เมนูอร่อยที่แหวกแนวกว่าที่ไหน ๆ แถมวัตถุดิบยังพรีเมียมซะขนาดนี้ แถมยังเหมือนได้เสพงานอาร์ตไปในตัวด้วย เราคิดว่าคุ้มค่าที่จะมาลอง

 
 

Sweet Room

 
ใครที่อิ่มจากคอร์สของห้อง White Room หรือ Dark Room แล้ว เราแนะนำให้มาปิดจ็อบกันที่ห้อง Sweet Room ได้เลย ซึ่งห้องนี้คุณกันต์ก็ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อเปิดประสบการณ์การกินของหวานให้สมกับคอนเซ็ปท์ของร้านอีกเช่นเคย
 
 
อย่างซิกเนเจอร์เมนูจานนี้ในชื่อ Snow Cube (490 บาท) ที่สวยจนแทบไม่กล้ากิน ตอนแรกก็คิดว่าข้างในจะต้องเป็นอะไรที่หวานเจี๊ยบและเลี่ยนมาก แต่ผิดคาด ! เพราะข้างในคือเลม่อนชี่สเค้กกับไวท์ช็อคโกแลตชีสเค้ก 

 
 
ส่วนถ้าใครอยากลองขนมหวานแปลก ๆ ที่หาทานที่อื่นไม่ได้แน่นอน จงพุ่งตัวไปสั่ง Christmas Tree (490 บาท) เค้กสีสวยถ่ายรูปขึ้นที่ผ่าออกมาจะเจอกับชีสเค้กเนื้อเสาวรส
 
 
ที่ห้องนี้ยังมีกิมมิกอีกอย่างไว้ล่อใจทุกคน เพราะถ้าเราสั่งขนมหวาน 1 จาน เราจะได้เหรียญพิเศษมา 1 หนึ่งเหรียญสำหรับหยอดตู้คีบตุ๊กตา ส่วนใครมาทานห้อง White Room และ Dark Room ก็จะได้ท้ังหมด 2 เหรียญต่อคน เอาไว้สร้างความตื่นเต้นหลังท้องอิ่มได้ดีมาก
 
Soimilk Says: ถ้าใครที่เบื่อคอร์ส Chef's Table แบบเดิม ๆ เราว่านี่เป็นการเปิดประสบการณ์ที่แตกต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง คะแนนความครีเอทีฟเราขอให้เต็ม ส่วนเรื่องรสชาติ บางจานยังไม่ถึงกับถูกปากเรามากนัก สำหรับเมนูของหวานทั้งใน Sweet Room และ Dark Room ถือว่าทำออกมาได้ในระดับดีถึงดีมาก เป็นพาร์ทที่เราชอบมากที่สุดของที่นี่เลยก็ว่าได้