Nov 01 2016

restaurants

เดือนนี้กินไรดี? ร้านใหม่น่าไปในกรุงเทพฯ ประจำเดือนพ.ย. 59

ถึงเดือนนี้บรรยากาศจะเงียบเหงา แต่ก็ยังออกไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันได้อยู่เหมือนเดิมนะ เราจึงรวบรวมคาเฟ่-ร้านอาหารน่าลองประจำเดือนมาฝากกันเช่นเคย จัดตารางให้ดีแล้วตามไปกินให้ครบทุกที่ล่ะ #กองทัพต้องเดินด้วยท้อง :D

 
ถ้าใครเป็นขาประจำเวิ้งโบราณ เอกมัย 10 คงจะต้องแอบสงสัยอยู่หน่อยๆ ว่าร้าน Burger Factory นั้นหายไปไหนหนอ จะบอกให้ว่าร้านเบอร์เกอร์แห่งนี้ได้ถูกยกเครื่องใหม่มาเป็น Malt & Salt ร้านอาหารตะวันตกฟิวชันที่มาพร้อมลิสต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั้นดีแบบยาวเหยียด โดยภายในร้านยกคงการตกแต่งคอนเซ็ปต์เดิมซึ่งก็คือสไตล์อินดัสเตรียลสุดคลาสสิค แต่จะดูซอฟต์ลงกว่าเดิมนิดหน่อยเพื่อเสริมบรรยากาศให้เรานั่งชิลกันได้ยาวขึ้น
 
 
สำหรับของกินนั้นก็เรียกได้ว่ามีครบตั้งแต่กับแกล้มกรุบกริบไปยันเมนูจริงจัง อาทิ ซี่โครงแกะโรสแมรี่ (880 บาท) เสิร์ฟพร้อมซอสสัปปะรดเนย หรือริบอายสเต็ก (890 บาท) เนื้อนำเข้าจากออสเตรเลียราดด้วยซอสพีชก็อิ่มท้องไม่แพ้กัน ถ้าใครยังคิดถึงเบอร์เกอร์ ก็ยังมีเบอร์เกอร์ให้สั่งกันอยู่นะ เราชอบ The Patty Melt (320 บาท) ขนมปังดำ เนื้อ และชีสเยิ้มๆ เป็นที่สุด แต่ถ้าอยากนั่งชิลเฉยๆ ก็มีเมนูกับแกล้มอย่างมันฝรั่งทอด (120 บาท) ปีกไก่ทอด (160 บาท) ปลาหมึกทอดกรอบ (160 บาท) จนถึงโคลด์คัท (280 บาท)
 
 
ส่วนเมนูเครื่องดื่มก็ถือว่ายาวเหยียด โดยเฉพาะสก็อตวิสกี้และเบอร์เบิน อาทิ Glenfiddich และ Ardbeg  โดยราคาเริ่มต้นต่อแก้วเพียง 200 บาทเท่านั้น ถ้าใครยังไม่เคยดื่มมาก่อนจะสั่งเป็นเซ็ตลองชิมหลายๆ ตัว (ที่เรียกว่า Tasting Flight) มาลองก็ยังได้ อย่างเซ็ตวิสกี้ Single Malt ของ Glenfiddich ก็มีให้ลองทั้งหมด 4 ตัว ประกอบด้วยวิสกี้อายุ 12, 15, 18 และ 20 ปี (1,190 บาท) แต่ถ้าไม่อินจริงๆ จะหันไปสั่งเบียร์หรือค็อกเทลก็ไม่ผิดนะ

 
เวิ้งโบราณ เอกมัย 10 เวลาทำการ ทุกวัน 17:00-01:00 น. โทร. 02-714-4249 BTS เอกมัย
 
Ciao! ขอทักทายแบบอินเตอร์กันก่อน เพราะ Ciao Pizza อีกร้านอาหารคุณภาพจากเครือ Water Library นี้เน้นหนักไปที่พิซซ่าสไตล์อิตาเลียน โดยได้เชฟ Gerardo Calabrese ชาวอิตาเลียนแท้ๆ มารังสรรค์ความอร่อยผ่านหลากหลายเมนู ประกอบกับบรรยากาศสบายๆ ที่ได้ไอเดียมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินในอิตาลี และยังมีครัวเปิดให้เราแอบดูเชฟอบพิซซ่าในเตาอบขนาดบิ๊กเบิ้มกันได้แบบสดๆ
 
 
พิซซ่าของที่นี่มีความบาง กรอบ ซึ่งเป็นสูตรลับของครอบครัวเชฟที่สืบทอดกันมา โดยมีให้เลือกกว่า 10 หน้าและแบ่งเป็น 2 ขนาด คือ 8” และ 13” (ราคา 90-555 บาท) ไม่ว่าจะเป็น Napoli (ชีสมอซซาเรลล่า แองโชวี่ และออริกาโน), 4 Formaggi (ชีส 4 ชนิด ได้แก่ มอซซาเรลล่า ฟอนทิน่า พาเมซาน และกอกอนโซลา),  Frutti Di Mare (ปลาหมึก กุ้ง และหอยผัดกระเทียม) ไปจนถึงหน้านูเทลล่าก็ยังมี
 
 
นอกจากนี้ยังมีเมนูพาสต้า สปาเก็ตตี้ สเต็ก สลัด และซุป เสิร์ฟเป็นตัวเลือก ส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งกาแฟ สมูทตี้ เบียร์ และไวน์จากทั้งอิตาลีและทั่วโลกให้จิบกันด้วย

 
ชั้น 1 (ติดถนน) ตึกสิทธิวรกิจ ซอยพิพัฒน์ (สีลม 3) เวลาทำการ ทุกวัน (ปิดวันอาทิตย์) 11:30-14:00 น. และ 17:30-22:00 น. โทร. 094-754-7777
 
ไม่กี่เดือนก่อนเราเพิ่งเล่าถึงคาเฟ่สีเหลืองสดใสย่านท่าเตียนอย่าง Make Me Mango ไปหมาดๆ (ตามไปอ่านได้ที่บทความนี้) คราวนี้ขอแนะนำคาเฟ่สีฟ้าน้ำทะเลอย่าง Blue Whale กันบ้างนะ คุณกุล คุณจิ๊กกี๋ และคุณเบส 3 หุ้นส่วนผู้มีความชอบสีฟ้าเหมือนกันได้ตกลงปลงใจเลือกเจ้าวาฬมาเป็นสัญลักษณ์ของคาเฟ่สุดชิลที่ทุกอย่างเป็นสีฟ้า ทั้งพื้น ผนัง พร้อมโต๊ะเก้าอี้แบบวินเทจ ตกแต่งด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ให้บรรยากาศสดชื่นทั้ง 3 ชั้น
 
 
แล้วของกินมีสีฟ้าไหม? แน่นอนว่าต้องมีอยู่แล้วล่ะ ลองสั่ง Butterfly Pea Latte (ร้อน 90 บาท เย็น 120 บาท) นมอัญชันสีฟ้าหวานละมุนลิ้นมาจิบกันได้ ส่วนอาหารนั้นสร้างสรรค์และปรุงโดยคุณกุลที่ฝึกปรือฝีมือมาจาก Le Cordon Bleu ที่ประเทศอังกฤษ โดยเน้นที่เมนูทานง่าย อาทิ ข้าวโพดหวานชุบแป้งทอด (170 บาท) เสิร์ฟพร้อมสลัด ซาวด์ครีม และซอสรสเผ็ดหวาน ถ้ายังไม่อิ่มก็สั่งข้าวแซลมอนชิ้นโตราดซอสเทริยากิ (220 บาท) มากินด้วยก็ได้
 
 
สำหรับของหวานเราชอบโทสต์ Charcoal ปาดหน้าด้วยมาสคาโปเน่ชีสผสมกาแฟ ราดซอสคาราเมลอีกที และเสิร์ฟพร้อมบลูเบอรี่ (150 บาท) ได้รสชาติกาแฟแบบเต็มปากเต็มคำ แต่ถ้าใครไม่สนกาแฟ จะสั่งโทสต์ Charcoal พร้อมสตรอว์เบอร์รี่สด (160 บาท) มาแทนก็ได้ แต่แอบบอกก่อนว่าช่วงสุดสัปดาห์คนจะแน่นเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นก็วางแผนกันดีๆ ล่ะ

 
392/37 ถนนมหาราช (ท่าเตียน) เวลาทำการ ทุกวัน (ปิดวันพฤหัส) 10:00-20:00 น. โทร. 081-641-4514

Flair (Uniter Center)
 
จากมุมเล็กๆ ในอาคารธนิยะ Flair ได้ขยับขยายสาขามาสู่อาคาร United Center แต่ก็ยังคงความเล็กกระทัดรัดเอาไว้ เหมาะสำหรับ Grab and Go แบบเร็วๆ เหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือสีฟ้าหม่นๆ เหมือนน้อง Sadness ในการ์ตูนเรื่อง Inside Out และป้ายสีนีออนที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ประจำร้านไปแล้ว
 
 
แน่นอนว่ามีกาแฟร้อน (เริ่มต้น 50 บาท) และเย็น (เริ่มต้น 60 บาท) คุณภาพดีงามและราคาเป็นมิตรให้แวะไปลองกัน รวมถึงชาร้อน ชาเย็น โกโก้ และอิตาเลียนโซดาสำหรับคนที่ไม่ชอบกาแฟ แต่ไฮไลท์จริงๆ อยู่ที่เมนูพิเศษอย่าง Sparkling Orange (70 บาท) เอสเพรสโซ่ ผสมน้ำส้ม และโทนิก ก็จะได้รสชาติเปรี้ยวๆ ซ่าๆ ขมกาแฟนิดๆ แต่ลงตัวอย่าบอกใครเชียว หรือจะเป็น Blue Marble (60 บาท) นมสดอัญชันเย็นๆ แถมสีสวยแปลกตา
 
 
นอกจากนี้ยังมีขนมอบแคลอรีต่ำจาก Skinnyy Bites และอาหารพร้อมทาน อาทิ บะหมี่ผักอบกับลูกชิ้นปลา อกไก่อบกับข้าวเหนียวไรซ์เบอร์รี่ และทอดมันปลาดอลลี่ (66 บาท) เป็นต้น

 
ชั้น M อาคาร United Center 323 ถนนสีลม เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 07:30-17:30 น. และเสาร์-อาทิตย์ 11:00-17:30 น. โทร. 095-245-4942 BTS ศาลาแดง/MRT สีลม
 
ถึงจะอยู่ชานเมืองสุดสถานีรถไฟฟ้า แต่บอกเลยว่าคาเฟ่แห่งใหม่ประจำซอยแบริ่ง The Black Forest นั้นคุ้มค่ากับการเดินทางและไม่ทำให้เสียเที่ยวแน่นอน ถ้าไม่คุ้นเคยย่านนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหาร้านไม่เจอ เพราะมีสิ่งปลูกสร้าง 3 ชั้นลวดลายโครงเหล็กโค้งสีดำผสมผสานนวศิลป์ (Art Nouveau) ตั้งเด่นอยู่ที่เดียวทั้งซอย โดยคาเฟ่ลึกลับผลงานของเบส ยอดยุทธ ฉายสุวรรณ์ (นักเขียนเจ้าของผลงาน อันนาปุรณะ ระหว่างทาง ระหว่างดาว) นี้ได้แรงบันดาลใจมากจากป่าดำและเทพนิยายกริมม์ของประเทศเยอรมนีนั่นเอง
 
 
เมื่อเดินเข้าไปในร้านจะเจอกับบาร์ยาวไว้สั่งอาหารและเครื่องดื่ม อาทิ Jaeger (200 บาท) สเต็กเนื้อเทนเดอร์ลอยด์นุ่มลิ้น ราดซอสโฮมเมด เคียงด้วยมันอบ หรือจะเป็นย The Twins (180 บาท) ไส้กรอกย่างร้อนๆ ที่มีซอสให้เลือกจิ้มหลายรสตามชอบ สำหรับเครื่องดื่มก็มีทั้งกาแฟที่ใช้เมล็ดของ Brave Roaster (เริ่มต้น 60 บาท) ช็อกโลแลต และน้ำผลไม้ แต่ที่เราชอบคือ White Crow (120 บาท) เอสเพรสโซ่แช่แข็งก้อนกลม เสิร์ฟพร้อมนมสดให้เทมิกซ์เอง ความดีงามคือรสชาติจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะเจ้าก้อนกาแฟที่ค่อยๆ ละลายนั่นเอง
 
 
นอกจากนี้ยังมีขนมอบ อาทิ บราวนี่ (70 บาท) มัฟฟิน (85 บาท) และสโคน (100 บาท) รวมถึงคราฟท์เบียร์ของ Brussels Beer Project โรงกลั่นเล็กๆ ในย่าน Dansaert ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมมาเอาใจนักดื่ม (ราคา 240 บาท/ขวด) ในอนาคตทางร้านมีแผนจะจัดเวิร์กช็อป ฉายหนัง และเปิดแกลเลอรีให้โชว์ผลงานกัน ลองติดตามรายละเอียดได้เรื่อยๆ ที่ fb.com/blackforestbkk

 
45/1 ระหว่างซอยแบริ่ง 3 และ 5 เวลาทำการ อังคาร-อาทิตย์ 10:00-20:00 น. โทร. 081-819-8145 BTS แบริ่ง
 
คาเฟ่ Lilou แห่งนี้เปรียบเสมือนห้องทดลองของคุณปุ๋ม เจ้าของร้านที่ทานมังสวิรัติมาอย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี โดยทุกเมนูเน้นที่วัตถุดิบคุณภาพ และส่วนใหญ่เป็นอาหารที่เจ้าตัวทำกินเอง
 
 
อย่างชุดบรันช์อะโวคาโด (200 บาท) ประกอบด้วยอะโวคาโด ไข่ ขนมปัง ผักย่าง และสลัดผักราดน้ำสลัดเนยถั่ว หรือชุดซุบ (มี 6 ชนิดให้เลือก ได้แก่ ฟักทอง ผักโขม เห็ด แครอท มันม่วง และข้าวโพด) ที่เสิร์ฟพร้อมขนมปังโฮมเมด (120 บาท) และเบเกอรี่อบสดใหม่ทุกวัน แต่ต้องบอกก่อนว่าเสิร์ฟอาหารเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์นะ
 
 
สำหรับเครื่องดื่มก็มีทั้งสมูทตี้ น้ำผลไม้สกัดเย็น และกาแฟจาก Laliart Coffee (เริ่มต้น 50 บาท) ซึ่งใช้ไซรัปใบชาให้ความหวานแทน นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปเข้าครัวทำอาหารมังสวิรัติอยู่เรื่อยๆ (ติดตามได้ที่แฟนเพจ) ถือว่าเป็นคาเฟ่ที่สายเฮลท์ตี้ควรแวะไปสักครั้งเลยล่ะ

 
ด้านหน้า The Yard Hostel Bangkok พหลโยธิน 5 เวลาทำการ พุธ-ศุกร์ 10:00-18:00 น. และเสาร์-อาทิตย์ 09:00-17:00 น. โทร. 089-142-8203 BTS อารีย์
 
City Skyline ร้านอาหารอเมริกันแห่งใหม่ใจกลางย่านอโศกแห่งนี้มาพร้อมกับบรรยากาศสบายๆ ผสมกลิ่นอายคันทรีตามสไตล์ American Diner ของแท้ โดยคุณเคท (เจ้าของและเชฟ) ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารที่คุ้นเคยสมัยใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งยังเน้นเรื่องวัตถุดิบ และควบคุมคุณภาพของทุกเมนูด้วยตัวเอง
 
 
เราชอบ Baby Back Ribs (225-675 บาท) ซี่โครงหมูย่างราดซอสบาร์บีคิวเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน รวมถึงเบอร์เกอร์ชิ้นโตอย่าง The Cowboy Burger (325 บาท) เบคอน ชีส หอมใหญ่ชุบแป้งทอด และซอสบาร์บีคิว ความพิเศษอยู่ตรงที่เราเลือกได้ว่าจะเอาขนมปังรสเผ็ดหรือธรรมดา บอกก่อนว่าทุกเมนูนั้นเสิร์ฟชิ้นใหญ่จัดเต็ม บางเมนูกิน 4 คนยังอิ่มพุงแตก!
 
 
ความดีงามอีกอย่างคือร้านนี้เปิดตั้งแต่เช้าตรู่ มีชุดอาหารเช้าอย่าง Breakfast Sampler (295 บาท) ประกอบด้วยไข่ 2 ฟอง (ทอดหรือคน) เบคอน 2 ชิ้น ไส้กรอก 1 ชิ้น สเต็กแฮม 1 ชิ้น และแพนเค้ก 1 ชิ้น เราแนะนำให้สั่งแฮชบราวน์ (45 บาท) และถั่วอบในซอสมะเขือเทศ (45 บาท) มาเพิ่มด้วยก็ถือว่าครบเครื่อง ส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งกาแฟ น้ำผลไม้ และน้ำอัดลม (เริ่มต้น 35 บาท) ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนทำงานเช้านะ

 
P.S. Tower 36/9 สุขุมวิท 21 (อโศก) เวลาทำการ ทุกวันจันทร์-ศุกร์  07:00-20:00 น. และเสาร์-อาทิตย์ 07:00-14:00 น. โทร. 02-664-4300 BTS อโศก/MRT สุขุมวิท
 
ย่านอารีย์ก็เป็นแหล่งฮิปไม่ใช่น้อย มีทั้งตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยคาเฟ่เก๋ๆ รวมถึงโฮสเทลบรรยากาศดีอยู่ด้วย เราอยากแนะนำร้าน Witty Ville ร้านขนมเล็กจิ๋วที่มีเพียงแค่เคาน์เตอร์เล็กๆ เพื่อวางตู้ขนม และชั้นวางของติดผนังที่อัดแน่นไปด้วยของกระจุกกระจิกและเครื่องครัวสไตล์ญี่ปุ่น
 
 
สำหรับตัวชูโรงของร้านก็คือสโคนหลากรสอบใหม่ทุกวัน (ชิ้นละ 55 บาท) ตั้งแต่รสครีมปกติ แครนเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ เลมอน มัทฉะ นูเทลล่า แมคคาเดเมีย ไปจนถึงเบคอนชีส รวมถึงฟักทองแบบมังสวิรัติ นอกจากนี้ยังมีบราวนี่และคุกกี้ให้หยิบติดไม้ติดมือกลับบ้านกันอีกด้วย
 
 
พูดถึงสโคนแล้วก็ต้องคิดถึงชาร้อนๆ จิบแกล้มกันด้วยถึงจะดี ที่นี่ก็มีชาของทางร้านให้เลือก 4 สูตร ได้แก่ Wanderlust ชามินต์พร้อมกลิ่นหอมของใบแบล็กเบอร์รี ลาเวนเดอร์ และกลีบดอกคอร์นฟลาวเวอร์, Miraculous Darjeeling ชาดาร์จีลิ่งกุหลาบ, Ally Grey ชาเอิร์ลเกรย์ และชาสมุนไพร Beau Beau ถ้าติดใจแล้วจะซื้อเป็นกระปุกกลับไปชงเองที่บ้านก็ได้นะ

 
อารีย์ซอย 1 เวลาทำการ ทุกวัน (ปิดวันอาทิตย์) 09:00-19:00 น. โทร. 081-735-6604 BTS อารีย์