Nov 24 2017

tech

รุ่นไหนที่ใช่กับคุณ ? กับ 5 สมาร์ทวอทช์ตัวท็อปจากแต่ละแบรนด์

รวมมาทุกตัวท็อป เลือกดูกันได้ที่นี่เลย

ถ้าพูดถึงแกตเจตขึ้นมา นอกจากสมาร์ทโฟนที่เรามีติดตัวกันทุกคนในปัจจุบันนี้แล้ว อีกหนึ่งอย่างที่เราน่าจะนึกถึงกันได้ถ้าให้คิดแบบไวๆ ก็น่าจะเป็น สมาร์ทวอทช์ นาฬิกาข้อมือสุดไฮเทคที่ช่วยเราจัดการเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน หรือกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์สำหรับสมาร์ทวอทช์อย่างการออกกำลัง และด้วยเทรนด์สุขภาพที่ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องสมาร์ทวอทช์จึงเป็นหนึ่งในแกตเจตที่คนให้ความสนใจ และอยากซื้อหามาไว้บนข้อมือกันสักเรือนสองเรือน
 
วันนี้เราเลยจะมาช่วยแนะนำ 5 สมาร์ทวอทช์ตัวท็อปจากแบรนด์ชั้นนำ เพื่อเป็นข้อมูลเก็บไว้ ก่อนที่จะเลือกซื้อมาใส่กัน
 

Garmin Descent Mk1

 
 
เปิดตัวมาด้วยราคาที่ดุพอประมาณสำหรับสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ล่าสุดของ Garmin แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นราคาที่แพงโดยใช่เหตุ เพราะสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเหล่านักดำน้ำโดยเฉพาะ โดยสามารถใช้ในการวางแผนการดำน้ำด้วยโหมดต่าง ๆ ที่มี ไม่ว่าจะเป็นการดูทิศทาง การจับอัตราการเต้นของหัวใจ และแสดงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการดำน้ำทั้งหมดทางหน้าจอขนาด 1.2 นิ้วที่มาพร้อมกับไฟ LED
 
ด้วยความเป็นสมาร์ทวอทช์สายลุย ตัวมันเองจึงต้องมีความถึกพอประมาณ ด้วยความสามารถในการสแตนด์บายในโหมดดำน้ำได้นานถึง 40 ชั่วโมง และสามารถลงน้ำได้ลึกระดับ 100 เมตร และนอกจากโหมดดำน้ำ Garmin Descent Mk1 ยังสามารถอยู่ได้ยาวถึง 10 วันในโหมดสมาร์ทวอทช์ และ 19 วันในโหมดนาฬิกาปกติ
 
นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์มาตรฐานอย่างการเก็บข้อมูลจากกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งว่ายน้ำ วิ่ง หรือปั่นจักรยาน พร้อมกับการแจ้งเตือนอีเมลและข้อความต่าง ๆ ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน
 
สำหรับใครที่สนใจ ขอบอกก่อนว่าตอนนี้ยังไม่มีขายนะจ๊ะ กว่าของจะมาก็ปีหน้านู่นเลย
 

Fitbit Ionic

 
 
สมาร์ทวอทช์ที่แท้จริงรุ่นแรกจากแบรนด์อุปกรณ์สายสุขภาพอย่าง Fitbit ที่คราวนี้มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Fitbit OS ที่มีฟังก์ชันที่เพียบพร้อมมากขึ้น อย่างเช่นระบบการจ่ายเงิน Fitbit Pay, การรองรับแอพออกกำลังกาย Strava หรือสามารถฟังเพลงร่วมกับแอพ Pandora ได้
 
นอกจากนี้ Fitbit Ionic ก็ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันเด่นของแบรนด์สำหรับการออกกำลังกายเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น GPS ในตัว, การตรวจจับชีพจร, การบันทึกข้อมูลการออกกำลังกายต่าง ๆ, ความสามารถในการกันน้ำได้ลึก 50 เมตร รวมไปถึงแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานประมาณ 4 วัน นอกจากนี้ยังมีรุ่นพิเศษที่ร่วมมือกับทาง adidas เพื่อออกแบบโปรแกรมออกกำลังกายร่วมกันอีกด้วย เห็นแบบนี้แล้วสายออกกำลังทั้งหลายน่าจะมีกระเป๋าเงินสั่นกันบ้างแล้วล่ะ
 

Xiaomi AMAZFIT

 
 
สมาร์ทวอทช์จากฝั่งจีน กับแบรนด์ที่ถูกขนานนามว่า ‘แอปเปิ้ลแห่งเอเชีย’ อย่าง Xiaomi ซึ่งทางบริษัทจากแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ก็ได้กระโดดลงมาเล่นในตลาดเช่นกัน กับ Xiaomi AMAZFIT สมาร์ทวอทช์ทรงเรียบเก๋ที่มีฟังก์ชันพื้นฐานแบบเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อ GPS, Bluetooth และ WIFI แบตเตอรี่สามารถอยู่สแตนด์บายได้นาน 5 วัน สามารถวัด Heart rate และ Tracking การออกกำลังกายได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน, วิ่ง, ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ สามารถใช้ในการฟังเพลงผ่าน Bluetooth ได้ และยังสามารถสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Andriod และ iOS อีกต่างหาก

 
ดูแล้วอาจจะเป็นสมาร์ทวอทช์ที่สเปกดูเรียบ ๆ ไม่หวือหวาจนดูไม่ค่อยน่าสนใจ แต่เมื่อเทียบกับราคาที่ถูกกว่าแบรนด์อื่น ๆเกือบครึ่งก็คงทำให้หลายคนหันกลับมามองกันไม่น้อย และที่สำคัญคือตอนนี้ Xiaomi ได้เปิดสโตร์ในไทยอย่างเป็นทางการแล้วด้วย (แต่ตัว Xiaomi AMAZFIT จะเข้ามาไทยเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้เหมือนกันนะ)
 

Samsung Gear S3

 
 
อีกหนึ่งสมาร์ทวอทช์จากค่ายที่เราคุ้นเคย ที่ทำการแยกรุ่นออกเป็นอีกสองรุ่นย่อยคือ Gear S3 Classic กับ Gear S3 Frontier ที่แตกต่างกันด้วยดีไซน์และวัสดุ โดย Gear S3 Classic นั้นจะเน้นไปที่ความเรียบหรู ส่วน Gear S3 Frontier จะเป็นสมาร์ทวชที่ดูแข็งแกร่งเหมาะกับสายลุย
 
โดยตัวหน้าปัดของ Gear S3 นั้นจะใฃ้หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 1.3 นิ้ว น้ำหนักตัวเรือนเพิ่มขึ้นมาจากรุ่นก่อนเล็กน้อยที่ 57 กรัมสำหรับตัว Classic และ 62 กรัมสำหรับตัว Frontier ส่วนแบตเตอรี่ของทั้งสองรุ่นนั้นอยู่ที่ 380 mAh ทำให้สามารถใช้งานได้นาน 3-4 วันเลยทีเดียว
 
ทางด้านการทำงานนั้น Samsung Gear S3 ใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen ของทางซัมซุงเอง โดยตัวนาฬิกานั้นสามารถซิงค์กับสมาร์ทโฟนเพื่อทำการโทรเข้า-ออก, รับ-ส่งเมสเสจ และยังมีหน่วยความจำในตัวทำให้สามารถเก็บและเล่นเพลงด้วยตัวมันเองได้เลยด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Samsung Gear S3 เป็นสมาร์ทวอทช์ที่ยังซิงค์ได้แค่สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android เท่านั้น สำหรับระบบปฏิบัติการอื่น ๆ ไม่สามารถใช้ได้นะจ๊ะ
 

Apple Watch 3

 
 
ปิดท้ายด้วยสมาร์ทวอทช์จากแบรนด์ผลไม้ที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของบรรดาสมาร์ทวอทช์ปีนี้อย่าง Apple Watch ที่เพิ่งได้ฤกษ์เปิดตัวเจนเนอเรชันที่สามเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ซึ่งก็มาพร้อมกับการปรับปรุงและฟังก์ชันที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยไฮไลต์ที่หลาย ๆ คนสนใจคงเป็นการที่ Apple Watch รุ่นนี้สามารถใส่ e-SIM ซิมการ์ดขนาดเล็กได้ ทำให้ตัวนาฬิกาไม่ต้องพึ่งการต่ออินเทอร์เน็ตจากสมาร์ทโฟนอีกต่อไป ช่วยให้ใช้งานได้อย่างอิสระมากขึ้น สามารถโทรเข้า-ออก หรือสตรีมเพลงจาก Apple Music ได้อีกด้วย
 

นอกจากนั้นแล้ว Apple Watch 3 ยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการใหม่ watchOS4 และซีพียูด้านในที่จะช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 70% และยังมีชิป Apple W2 ที่จะช่วยให้เชื่อมต่อกับ Wi-Fi และ Bluetooth ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น