Sep 13 2017

tech

6 ฟีเจอร์ใหม่ของ iPhone X ที่ทำให้มือถือของเราพังกระทันหัน

อยู่ดีๆ เครื่องก็ค้างแปลกๆ
เป็นงานใหญ่ที่เนิร์ดไอทีหลายคนตั้งตารอกันเลยทีเดียวสำหรับ Apple Event หรือที่รู้กันว่าคืองานปล่อยของใหม่ประจำปีของ Apple แบรนด์ยักษ์ใหญ่เจ้าของสมาร์ทโฟนที่คนทั่วโลกใช้กัน Apple Event เมื่อคืนนี้ก็สร้างความตื่นเต้นครั้งใหญ่ให้กับวงการเทคโนโลยี เพราะเป็นการจัดอีเวนต์ครั้งแรกที่ Steve Jobs Theater ในคูเปอร์ติโน ควบคู่กับการฉลองครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ แถมยังจัดหนักเปิดตัว iPhone X ที่ว่ากันว่าเป็น iPhone รุ่นที่เจ๋งที่สุดตั้งแต่มีมา
 
ซึ่งเจ้า iPhone X นี่แหละที่ทำให้มือถือในมือเราสั่นไปหมด และรู้สึกเหมือนเครื่องจะหนืดๆ ค้างๆ ขึ้นมากระทันหัน มาดูกันเลยว่ามีฟีเจอร์อะไรบ้างที่ทำให้ iPhone เครื่องเก่าในมือเราตกรุ่นอย่างเป็นทางการ
 

ดีไซน์กระจกสุดเนี๊ยบ

 
 
จริงๆ ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายเท่าไหร่ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีภาพม็อคอัพของตัวเครื่อง iPhone X หลุดออกมาเยอะแยะไปหมด ถ้ามองกันที่ดีไซน์แบบไม่ต้องวิเคราะห์อะไรเลยก็คือความสวยงามของตัวกระจกที่โค้งเว้าจรดจนสุดขอบสแตลเลสสตีลทั้ง 4 มุม
 
ซึ่งกระจกที่ว่าก็ไม่ได้กิ๊กก๊อกเหมือนกระจกส่องหน้า เพราะเป็นกระจกที่สตรองที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟนเลย มั่นใจได้ว่าทนมือทนเท้าได้ในระดับหนึ่ง และยังคงกันน้ำกันฝุ่นได้เหมือนเดิม

หน้าจอใหญ่ขอบชนขอบ

 
 
น่าจะถูกใจสาวกอยู่ไม่ใช่น้อยกับหน้าจอ Super Retina ขนาด 5.8 นิ้วที่กว้างไปยันขอบเครื่อง แต่ก็ต้องแลกกับปุ่มโฮมที่หายไป และเราก็แอบขัดใจเล็กๆ บริเวณลำโพงและกล้องหน้าช่วงขอบบน เพราะกลายเป็นติ่งเล็กๆ ที่ทำให้จอสี่เหลี่ยมไม่สมบูรณ์
 
สำหรับความละเอียดและสีสันต่างๆ ที่คนธรรมดาอย่างเราไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไหร่ ทาง Apple ก็บอกว่า จอของ iPhone X คือจอ OLED ที่สีสวยมาก แม่นยำ และแสดงสีดำสนิทได้ดั่งเพลงของฮิวโก้ แถมอัดฟีเจอร์ HDR เข้ามาอีก ถ้าใครชอบดูซีรีส์หรือแต่งภาพบนสมาร์ทโฟนก็น่าจะเปรมขึ้นอีกหลายเท่า

ปุ่มโฮมที่หายไป

 
 
Apple นี่ก็เก่งจังเลยกับการเอานู่นนี่ออกจากตัวเครื่อง ล่าสุดเป็นปุ่มโฮม (Home) ซึ่งเรายังไม่ได้ลองใช้จริง เลยไม่สามารถตัดสินได้ว่ามันจะเวิร์กไหม แต่คิดว่าคงจะต้องใช้เวลาปรับตัวกันหน่อยกว่าจะชิน แน่นอนว่า พอปุ่มโฮมหายไป ระบบสแกนลายนิ้วมือก็หายไปด้วย แต่ว่ามี Face ID สแกนใบหน้ามาแทนที่

 
Apple ยืนยันว่าเจ้าระบบ Face ID นี่มันปลอดภัยมาก เนื่องจากเป็นการเก็บข้อมูลใบหน้าไว้ในตัวเครื่อง ไม่ได้ส่งขึ้น Cloud แต่อย่างใด ทั้งยังเป็นระบบที่สมบูรณ์แล้วจริงๆ เพราะสามารถตรวจจับใบหน้าได้แม้เราจะใส่หมวก ใส่แว่น หรืออยู่ในที่แสงน้อย ส่วนสาวๆ ที่แต่งหน้าจัดก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะ Face ID จะจำใบหน้าเรากว่า 30,000 จุด และถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันหน้าปลอมโดยการใส่หน้ากากและรูปถ่ายอีกด้วย

กล้องที่มีลูกเล่นมากขึ้น

 
 
ถ้าใช้ iPhone 7 อยู่ จะรู้ว่ากล้องหลังมีโหมด Portrait หรือหน้าชัดหลังเบลอให้แชะรูปสวยๆ ได้ง่ายๆ เหมือนเป็นโปรกล้อง และ iPhone X จะเจ๋งกว่านั้นอีกเพราะ Apple ได้เพิ่มโหมดนี้ให้กล้องหน้าด้วย ทีนี้ก็เซลฟี่ได้สบาย แต่คงต้องยื่นแขนจุดสุดเอื้อม เพราะโหมดนี้มันก็ซูมเข้ามาเยอะเหมือนกัน
 
ส่วนกล้องหลังให้มาที่ 12 เมกะพิกเซลทั้งสองตัว รูรับแสงของเลนส์มุมกว้างอยู่ที่ f1.8 ส่วนเลนส์เทเลกว้างขึ้นถึง f2.4 กล่าวคือยิ่งรูรับแสงมีเลขน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งสว่างขึ้นเท่านั้น และมันจะช่วยให้การถ่ายภาพหรือวิดีโอในที่มืดมีความชัดเจนขึ้นนั่นเอง

Animoji อีโมจิแสนรู้เลียนแบบใบหน้า

 
 
พอเล่นกับใบหน้าก็เล่นใหญ่ไม่หยุด Apple เพิ่มฟีเจอร์ Animoji ขึ้นมา โดยฟีเจอร์นี้จะบันทึกการเคลื่อนไหวและแพทเทิร์นใบหน้าของเรา และจำลองออกมาเป็นอีโมจิ ตอนนี้มี 12 ตัวที่ใช้ได้ เช่น แพนด้า ยูนิคอร์น หมาจิ้งจอก และหุ่นยนต์ เป็นต้น
 
แต่ข้อจำกัดของฟีเจอร์นี้คือมันเล่นได้บน iMessage เท่านั้น คนไทยอาจจะเซ็งไปตามๆ กันเพราะไม่ได้ใช้บ่อย (หรือบางคนก็ไม่ใช้เลย) ก็ต้องรอดูต่อไปว่า Apple จะพัฒนาให้ Animoji ใช้ในแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้หรือไม่

ไม่ต้องง้อสาย USB อีกต่อไป

 
 
ด้วยความที่ตัวเครื่อง iPhone X เป็นกระจก จึงทำให้การชาร์จแบบไร้สายสามารถใช้งานได้จริงๆ อย่างสมบูรณ์เสียที ซึ่่งตอนนี้ก็มีแท่นชาร์จของ Belkin และ mophie มารองรับเรียบร้อยแล้ว บอกเลยว่าอันนี้ดีจริงอะไรจริง เพราะเราเชื่อว่า หลายคนก็เสียหายไปหลายแสนแล้วกับสาย USB ที่พังบ่อยเหมือนเล่นตลกกับเงินในกระเป๋า

 
Apple ยังทำแท่นชาร์จของตัวเองที่เรียกว่า AirPower ซึ่งสามารถชาร์จได้ถึง 3 device พร้อมๆ กันในแท่นเดียว แต่อาจจะต้องรอหน่อย เพราะมีกำหนดวางขายในปี 2018 นู่นเลย
 
 
iPhone X มีให้เลือก 2 สีคือสีเงิน และสีเทาสเปซเกรย์ เลือกความจุได้ระหว่าง 64GB กับ 256GB เคาะราคาเริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 35,000 บาท วางจำหน่ายจริงวันที่ 3 พ.ย. ในหลายประเทศทั่วโลก แต่ยังไม่มาถึงประเทศไทย ถ้าใครอยากใช้ก่อนจริงๆ ก็คงต้องบินไปต่อแถวซื้อที่อเมริกา ญี่ปุ่น จีน หรือฮ่องกงเช่นเคย