Oct 20 2017

tech

ชีวิตหนึ่งวันกับ Apple Watch Series 3 บนข้อมือของเรา

ชีวิตง่ายขึ้นอีกขั้น

คนเราจะดูอะไรมากกว่าเวลา (กับวันที่) บนนาฬิกา ? ทำไมคนเราต้องการนาฬิกาไฮเทค ? เราตั้งคำถามกับตัวเองในช่วงแรก ๆ ที่เทรนด์นาฬิกาไฮเทคกำลังมาแรง จนถึงทุกวันนี้ที่ smartwatch มีหลากหลายยี่ห้อให้เลือกสรรตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เราจึงอดไม่ได้ที่จะลองใช้ดูสักที ซึ่งการใช้งานจริงนี้ได้คลายข้อสงสัยทั้งหมด และอยากมาแชร์ให้เพื่อน ๆ ฟังว่านาฬิกาไฮเทคมันทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นแค่ไหน
 

เหตุผลที่เลือก Apple Watch Series 3

 
 
ถ้าเล่าในมุมมองของคนที่ไม่รู้จักมักจี่กับ smartwatch มาก่อนเลย เหตุผลที่เราจะเลือก Apple Watch นั้นง่ายดายมาก ข้อแรกคือมันสามารถ Sync กับ iPhone ที่เราใช้งานอยู่แล้วได้อย่างง่ายดาย เพราะแชร์ระบบปฏิบัติการเดียวกัน ต่อมาคือรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัย ไม่จำเจ เพราะสามารถเปลี่ยนสายนาฬิกา (band) ได้เรื่อย ๆ อีกด้วย
 

ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

 
 
เมื่อแกะกล่อง เปิดเครื่อง และจัดการเชื่อมต่อ Apple Watch และ iPhone ผ่านบลูทูธเสร็จสรรพ ข้อมูลทั้งหมดบนโทรศัพท์จะเชื่อมกับนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นปฏิทิน อัลบัมรูปถ่าย บันทึกช่วยจำ รวมถึงแอปพลิเคชันโซเชียลอย่าง Messenger, Messages, Mail หรือแม้กระทั่ง LINE
 
 
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแอปพลิเคชัน Activity ที่จะคอยติดตามการเคลื่อนไหวร่างกายและสุขภาพของผู้ใช้ ซึ่งระบบจะสรุปผลให้เราดูในทุก ๆ วัน เช่น วันนี้เผาผลาญไปกี่แคลอรี่ ออกกำลังกายไปกี่นาที ยืนพอหรือยัง เดินไปกี่ก้าว เป็นต้น

 
 
ฟีเจอร์อีกอย่างที่เราชอบมาก ๆ คือ เราสามารถรับสายโทรศัพท์ได้ผ่านทาง Apple Watch โดยตรง แต่มีข้อแม้ว่าต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์อยู่ตลอดนะ ซึ่งถ้าใครสอยรุ่น cellular มาก็จะมีซิมในตัว เหมือนมีโทรศัพท์อีกเครื่องเลย เก๋ไปอีก !
 

หนึ่งวันกับนาฬิกาไฮเทค

 
08:40 น. Apple Watch ส่งเสียงปลุกเราตั้งแต่เช้า ตรงนี้ถ้าใครจริงจังเรื่องนับก้าว จะใส่เดินเข้าไปอาบน้ำด้วยเลยก็ได้ เพราะตัว Series 3 นี้กันน้ำลึกได้ถึง 50 เมตร แต่สาย (band) ก็ต้องเลือกอันที่ลงน้ำได้หน่อยนะ
 
09:30 น. ตัวเครื่องเริ่มสั่นเบา ๆ ให้เรารู้ว่ามีประชุมอีกครึ่งชั่วโมง ฟีเจอร์ตรงนี้เชื่อมต่อกับ Calendar ใน iPhone ซึ่งสามารถสไลด์หน้าจอเพื่อดูนัดต่อไป หรือจะหมุนเฟืองข้างขวาแทนก็ได้
 
11:00 น. ตัวเครื่องสั่นเตือนอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการเตือนว่าเรานั่งนานเกินไปแล้ว ลุกขั้นยืน 1 นาทีบัดเดี๋ยวนี้ ! ซึ่งฟีเจอร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแอป Activity ที่คอยดูแลการเคลื่อนไหวร่างกายของเรา ถือเป็นเรื่องราวดี ๆ ของชาวออฟฟิศนะที่มีอะไรมาคอยเตือน ไม่งั้นก็นั่งรากงอกติดเก้าอี้ เป็นออฟฟิศซินโดรมกันไปอีก
 
13:00 น. เมื่อมี notification จาก LINE หรือ Messengers เข้ามา เราสามารถโต้ตอบผ่านทางตัวนาฬิกาได้เลย แต่ตอนนี้เวิร์กแค่ภาษาอังกฤษนะ
 
 
17:30 น. มีการสรุปข้อมูลรอบค่อนวันจาก Activity ว่าเราบรรลุความตั้งใจประจำวันไปถึงไหนแล้ว อย่างเราตั้งค่าไว้ว่าอยากเผาผลาญให้ได้ 300 แคลอรี่ต่อวัน ระบบก็จะบอกว่าต้องเดิน ออกกำลัง หรือขยับตัวอีกเท่าไหร่ถึงจะครบ
 
 
18.00 น. เลิกงานแล้ว ! เตรียมตัวไปวิ่งที่สวนลุม เราใช้แอป Workout ในตัวนาฬิกา เพื่อเก็บเรคคอร์ดตอนวิ่งโดยใช้ฟังก์ชัน Outdoor Run ทั้งยังมีรูปแบบการออกกำลังกายอื่น ๆ ให้เลือกอย่างหลากหลาย อาทิ Outdoor Walk, Outdoor Cycle, Indoor Run, Indoor Cycle, Pool Swim, Stair Stepper หรือแม้กระทั่ง HIIT ซึ่งแต่ละฟังก์ชันก็จะเก็บข้อมูลต่างกัน เช่น ว่ายน้ำจะประมวลผลจากสโตรก ส่วนวิ่งจะประมวลผลจากทั้งระยะทางและ pace เป็นต้น

 
20:00 น. กลับถึงบ้านแล้วก็สามารถถอดชาร์จแบตได้ หรือจะใส่นอนด้วยก็แล้วแต่
 

Soimilk Says

 
 
โดยรวมแล้วเราสนุกสนานกับการใช้ Apple Watch Series 3 มากเลยทีเดียว เหตุผลประการแรกคือมันทำให้เราติดจอ iPhone น้อยลง เพราะไม่ต้องคอยเช็ค notification โดยตรงจากตัวโทรศัพท์ ตารางนัดมาอยู่ในข้อมือ วันที่ เวลา สภาพอากาศก็เช็คได้หมดจากที่เดียวกันด้วย
 
 
แอป Activity ก็ทำให้เราแอคทีฟตัวเองมากขึ้น เพราะอยากจะบรรลุเป้าหมายเผาผลาญแคลอรี่ในทุก ๆ วัน (เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการบำเรอนาฬิกานั่นเอง) ผลประโยชน์ที่ได้ก็ตกอยู่ที่ร่างกายของผู้ใช้ทั้งนั้น
 
ข้อเสียของ Apple Watch คือแบตหมดไวไปหน่อย อยู่ได้นานสุดประมาณวันครึ่ง หรือสองวัน ถือว่ายังตามหลังคู่แข่งอย่าง fitbit หรือ Garmin อยู่เยอะ แต่ก็เป็นจุดด้อยอย่างเดียวที่เรารู้สึกได้ในตอนนี้
 
Apple Watch Series 3 รุ่น GPS ราคาเริ่มต้นที่ 11,900 บาท ไปจับจองได้แล้ววันนี้ที่ apple.com