Jun 25 2017

travel

พาไปดู 3 เมืองไต้หวันตอนใต้ที่น่าไปไม่แพ้ไทเป

ไต้หวันไม่ได้มีแค่ไทเป

เชื่อว่าหลายคนได้เดินทางไปเยือนไต้หวันและเดินเที่ยวไทเปกันมาบ้าง และมีไม่น้อยที่ชื่นชอบในความคูลของเกาะแห่งนี้ที่มีทั้งความเก่าแก่โบราณ และความใหม่เทคโนโลยีล้ำแบบน้องๆ ญี่ปุ่น 
 
แต่การได้ตะลุยไต้หวันแบบเหนือจรดใต้ของเราทำให้รู้ว่าไต้หวันไม่ได้มีดีแค่ไทเป และความฮิป แต่ไต้หวันยังมีความน่าสนใจในทุกหัวเมืองที่มุ่งหน้าลงใต้ แถมยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่แตกต่างกันไปในแต่ละเมืองที่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตก และตะวันออกตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย 
 
ตอนนี้การเดินทางไปแต่ละเมืองทางใต้ยังทำได้ง่ายดายด้วยการเดินทางกับรถไฟหัวกระสุนที่วิ่งจากไทเปมาถึงสุดหัวเมืองทางใต้ในเวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงกว่า แถมที่เที่ยวก็ไม่ได้น้อยหน้าเมืองหลวงอย่างไทเปเลย ว่าแล้วเรามาดูกันดีกว่าว่า 3 หัวเมืองทางใต้มีอะไรน่าไปบ้าง

 

มณฑลไถหนาน

 
พิพิธภัณฑ์ฉีเหม่ย
 
หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของไต้หวัน เพราะไถหนานเคยเป็นเมืองหลวงของไต้หวันมานานถึง 200 ปี ก่อนจะเปลี่ยนเป็นไทเป และถูกขนานนามว่า เมืองฟินิกซ์ ที่มักฟื้นคืนจากความตกต่ำมาได้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความตกต่ำภายใต้การปกครองจากหลายราชวงศ์จีนและเป็นเมืองขึ้นของดัทช์ (ปี 1624-1683) และล่าสุดคือภัยแผ่นดินไหวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว แต่ไถหนานก็สามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างสวยงามตลอด
 
Chikan Tower หรือ Fort Provintia หนึ่งในป้อมเก่าแก่ที่ชาวดัตช์และชาวญี่ปุ่นเคยใช้ตอนยึดครองใต้หวัน
 
ทุกวันนี้ไถหนานเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวมาแรง เริ่มจากสถานที่ท่องเที่ยวใหม่อย่าง พิพิธภัณฑ์ฉีเหม่ย พิพิธภัณฑ์ที่ก่อสร้างสไตล์โรมันโบราณสุดอลังการ ก่อตั้งโดย Shi Wen-long มหาเศรษฐีไต้หวันที่ติดอันดับบุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกโดยนิตยสาร Forbes
 
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งเป็น 5 โซน ได้แก่ โซนศิลปะตะวันตก โซนประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ โซนอาวุธและเสื้อเกราะ โซนโบราณวัตถุและสมบัติมีค่า และโซนเครื่องดนตรี ซึ่งมีไวโอลินที่ใหญ่ที่สุดในโลกจัดแสดงอยู่ด้วย แต่ภายในห้ามถ่ายภาพเลยเก็บบรรยากาศข้างนอกมาฝาก
 
 
พิพิธภัณฑ์ฉีเหม่ย

 
คาเฟ่ในพิพิธภัณฑ์ฉีเหม่ย
 
จุดเที่ยวที่ทำเอาเราตาวาวที่สุดในเมืองนี้คือ หมู่บ้านวัฒนธรรมหอกลอง หรือ Ten Drum Culture Village ซึ่งเปลี่ยนโรงงานผลิตน้ำตาลเก่าให้กลายเป็นพื้นที่ mixed-use ซึ่งมีทั้งพื้นที่การจัดแสดงโชว์ศิลปะการตีกลอง ตลอดจนร้านขายหนังสือ คาเฟ่ และยังเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ด้วย โดยเป็นภาพยนตร์ไต้หวันเรื่อง Good Luck! Boy! (2013) เกี่ยวกับมือกลองที่ตามหาความฝันของตัวเองในการเป็นนักกลอง
 
Ten Drum Culture Village
 
Ten Drum Culture Village

 
ภายก็มีมุมเท่ๆ ให้ถ่ายรูปมากมาย เช่น การเดินไปบนทางเชื่อมถังเก็บกากน้ำตาลไปยังคาเฟ่ที่เนรมิตถังเก็บกากน้ำตาลเก่ามาเป็นคาเฟ่สุดเท่สไตล์ Industrial Design แบบไม่ต้องพยายาม
 
ที่นี่ยังมีร้านหนังสือ พิพิธภัณฑ์กลองแยกตามหมวดหมู่​ รวมถึงร้าน Ten Drum Diner ร้านอาหารที่ให้เราดื่มด่ำกับรสชาติอาหารพร้อมๆ กับมองดูวิวจากตู้โดยสารรถไฟใต้ต้นการบูรที่ทางร้านอาหารเก็บไว้เป็นไฮไลท์เหมือนกินอาหารใต้ต้นไม้เลยล่ะ
 
Ten Drum Culture Village
 
Ten Drum Culture Village
 
Ten Drum Culture Village

 
Ten Drum Culture Village
 
แน่นอนว่าไฮไลท์ของที่นี่คือการชมการแสดงกลองจากนักแสดงที่เป็นทีมนักตีกลองชั้นนำของประเทศภายใต้ชื่อ Ten Drum โดยโรงละครของที่นี่จะให้ผู้ชมนั่งอยู่บนอัฒจรรย์ที่ต่อเติมจากเครื่องจักรเก่าที่ไม่ใช้งานแล้วในโรงงานน้ำตาล ซึ่งแน่นอนว่าการแสดงเต็มไปด้วยความสนุกเร้าใจจากเสียงตีกลองรัวจนเราอยากดูซ้ำอีกรอบ 
 
Ten Drum Culture Village
 
แล้วอย่าลืมออมแรงไว้เดินห้าง Hayashi Department Store ห้างที่เปิดมานานเป็นอันดับ 2 ของไต้หวันที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 และปิดปรับปรุงไปเมื่อปี 2014 ก่อนจะเปิดใหม่อีกครั้งเมื่อปี 2015 โดยเพิ่มเติมความเก๋ตั้งแต่ของออกแบบสวยๆ จากฝีมือดีไซเนอร์ท้องถิ่น ไปยันของเก่าๆ ที่ทางร้านสะสมไว้ รวมทั้งร้านขายของที่ระลึก คาเฟ่ และร้านอาหารญี่ปุ่นที่ชั้นบนสุด
 
ห้าง Hayashi Department Store 

 
ห้าง Hayashi Department Store  
 
ห้าง Hayashi Department Store  
 
Eat Here: ลิ้มรสอาหารรสชาติท้องถิ่นแท้ๆ ที่ร้านอาหาร A Sha โดยมีอาหารขึ้นชื่อคือไข่ปลาตากแห้ง ที่มีรสชาติเค็มไว้กินกับข้าวร้อนๆ และปูนึ่งโปะข้าวเหนียวที่กินแล้วหยุดยาก
 
ไข่ปลาแห้งที่ร้านอาหาร A Sha 

 
Stay: ถ้าอยากได้ห้องที่มีขนาดกว้างขวางมองเห็นวิวเมือง Tainan ได้รอบเมืองแล้วล่ะก็ จะพลาดพักที่ Tayih Landis Tainan Hotel ไม่ได้ แถมที่นี่ยังเป็นเพื่อนบ้านกับแหล่งช็อปปิ้ง Mitsukoshi ห้างใหญ่ของเมือง 
 
รถไฟจากไทเป: ประมาณ 2 ชั่วโมง ราคา 1,350 ดอลลาร์ไต้หวัน

มณฑลเจียอี้

 
 
เป็นที่รู้จักกันในฐานะประตูสู่ทางตอนใต้ของไต้หวัน ซึ่งมีสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่าง อุทยานแห่งชาติอาลีซัน แต่ตอนนี้ในเมืองก็มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ให้เราได้เช็คอิน เพราะทางรัฐบาลเปิดตัว พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กง พิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ใหม่ในภาคใต้ โดยจัดแสดงสมบัติล้ำค่าของจีน มีทั้งของที่ขึ้นชื่ออย่าง Jadeite Cabbage ซึ่งเป็นผักกาดที่สลักจากหยกชิ้นงาม การเดินทางไปที่พิพิธภัณฑ์นี้ก็ไม่ยากเลย แค่ขึ้นรถไฟความเร็วสูงมาลงสถานีเจียอี้แล้วต่อแท็กซี่ 5 นาทีเท่านั้น
 
 
จากนั้นก็เผื่อเวลาไปเดินทอดน่องที่หมู่บ้านสไตล์ญี่ปุ่น Hinoki Village ที่จำลองความญี่ปุ่นเอาไว้เพราะเมืองนี้เคยถูกญี่ปุ่นยึดครองมาตั้งแต่ก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายในหมู่บ้านมีบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นที่ถูกปรับปรุงใหม่อยู่ 28 หลังด้วยกัน โดยไม้สนไซเปรซ หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า ไม้สนฮิโนกิในการสร้าง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน โดยบ้านไม้แต่ละหลังจะเป็นร้านรวงต่างๆ ไล่ตั้งแต่ร้านน้ำชา ร้านขายของแฮนด์เมด และของกินเล่น
 

 
 
 
จากนั้นก็ข้ามถนนไปยัง สถานีรถไฟโบราณเป่ยเหมิน ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี 1899 และยังคงบรรยากาศแบบเดิมๆ ไว้ แม้ว่าสถานีนี้จะยกเลิกการใช้งานแล้วก็ตาม แต่ถ้าใครมีเวลา เราขอให้เผื่อเวลาจองตัวรถไฟสายอลิซัน ที่เต็มไปด้วยวิวซากุระหนาแน่น 2 ข้างทางเหมือนอุโมงค์ทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิเลยล่ะ
 
สถานีรถไฟโบราณเป่ยเหมิน 

 
สถานีรถไฟโบราณเป่ยเหมิน
 
Eat Here: อย่าพลาดข้าวมันไก่ไต้หวันที่ร้าน Spraying of Water Chicken Food บนถนน Zhongxiao ซึ่งเปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1949 (เกือบ 70 ปีแล้วนะ) และยังมีเมนูอาหารจีนอื่นๆ อีกมากมายให้ลองชิมซึ่งเรารับรองว่าอร่อยทุกจาน
 
Spraying of Water Chicken Food 
 
Stay Here: Tsun Huang Hotel เป็นโรงแรมสุดชิค ที่เดินจาก night market ที่ถนน Wenhua เพียงแค่ 10 นาที ก็เจอแล้ว ราคาห้องเริ่มต้นที่ 2,520 ดอลลาร์ไต้หวัน
 
รถไฟจากไทเป: ประมาณชั่วโมงครึ่ง ราคา 1,080 ดอลลาร์ไต้หวัน 

มณฑลเกาสง

เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของไต้หวันและเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวนั้นมีทั้งธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา และอาหารที่แสนอร่อย เริ่มต้นกับด้วยการนั่งรถไปเดินช้าๆ ที่ พุทธอุทยาน โฝ กวง ซาน อุทยานพุทธอันกว้างใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ไฮไลท์คือองค์พระอมิตาภะพุทธเจ้าที่สูงถึง 108 เมตร ล้อมรอบไปด้วยเจดีย์ที่เป็นเครื่องหมายของอริยสัจ 4
 

 
 
ภายในพื้นที่ 625 ไร่นั่นจะมีบ้านชา Twin Pavilions Tea House จะมีชาต้อนรับผู้เยี่ยมชม และมีเวิร์กช็อปชงชา และเวิร์คช็อปอักษรวิจิตรศิลป์ ซึ่งสามารถเข้าร่วมได้ฟรี (แล้วแต่บริจาคเข้าวัด) และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน
 
ส่วนตัววัดเอง แม้ว่าจะออกแบบมาสำหรับนักบวช แต่ที่ห้องโถงรับรองต่างเต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหาร รวมถึงสตาร์บัคที่มีเฉพาะเครื่องดื่มสุขภาพ ใช้นมถั่วเหลืองแทนนมสด และร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูมังสวิรัติอย่าง Hi-Lai Vegetarian Restaurant ที่เราขอเฟิร์มว่า อร่อยน้ำตาไหล ลืมเนื้อสัตว์ไปเลย 
 
ร้านอาหาร Hi-Lai Vegetarian Restaurant 
 
แต่ที่เราชอบที่สุดที่คือ Pier-2 Art Center แหล่งรวมศิลปะสมัยใหม่ที่เกิดจากการเปลี่ยนโกดังเก่าที่ท่าเรือให้กลายเป็นศูนย์กลางศิลปะของเมือง ห้องโกดังใหญ่ๆ แต่ละห้องถูกแปรเปลี่ยนเป็นนิทรรศการของกลุ่มศิลปิน หรืองานแสดงศิลปะใหญ่ๆ จากต่างประเทศ
 

 
 
นอกจากนี้ที่นี่ยังมีร้านหนังสือ ห้องฉายหนัง ร้านขายของ ร้าน stationary น่ารักๆ และคาเฟ่ดีไซน์เท่ที่ทำเอาเราอยากจะจ่อมตัวอยู่ทั้งวัน เราแนะให้เดินไปเช่าจักรยานที่ร้านค้าซึ่งอยู่ติดกับ art center แล้วปั่นเที่ยวให้ทั่วเลยดีกว่า เพราะราคาก็ไม่แพงเลย วันละประมาณ 100 บาท
 
 
 
 
 
 
พอเริ่มมืด ก็ไปเดินตลาดยอดฮิตอย่าง ตลาดกลางคืนหลิ่วเหอ ขายของกินมากมาย โดยเฉพาะอาหารทะเลสดๆ แล้วอย่าลืมลองนมพื้นเมืองและสมูทตี้มะละกอด้วยล่ะ ที่สำคัญคือไปดู สถานีรถไฟใต้ดิน Formosa Boulevard สถานีที่ขึ้นว่าสวยติดอันดับโลก เพราะจะมีการโชว์แสงสีเสียง จนได้ฉายา “โดมแห่งแสง” จากการเล่นสีของไฟและกระจก ซึ่งจะมีโชว์ทุกๆ 19:30 น. ของทุกวัน
 

ตลาดกลางคืนหลิ่วเหอ 
 
ตลาดกลางคืนหลิ่วเหอ 
 
ตลาดกลางคืนหลิ่วเหอ 

 
สถานีรถไฟใต้ดิน Formosa Boulevard 
 
Eat Here: Fwu Keh Lai ถือเป็นร้านอาหารจีนเซ็ตใหญ่สุดฮิตของที่นี่ โดยมีถึง 3 สาขาด้วยกันที่ ถนน Ziyou 1st ถนน Linsen 3rd Qianzhen และ Lane 229 ที่ถนน Jiangong Rd. ให้เราไปเลือกอร่อยกันได้ทุกสาขา แต่เราแนะนำให้ไปที่สาขาบนถนน Ziyou 1st เพราะตกแต่งอลังการ แถมราคายังสมเหตุสมผลด้วย
 
ร้านอาหาร Fwu Keh Lai 
 
Stay Here: ด้วยความที่เป็นเมืองท่าเรือใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก เราแนะนำให้ลองพักโรงแรมสูงๆ เพื่อชมวิวอ่าวเกาสง ที่มีชื่อเสียงมานานก็คือ Grand Hi-Lai Hotel โรงแรมสูง 186 เมตร ณ ใจกลางเมืองที่จะมองเห็นวิวสวยงามของท่าเรือเกาสง ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 4,452 ดอลลาร์ไต้หวัน
 
รถไฟจากไทเป: ประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที ราคา 1,490 ดอลลาร์ไต้หวัน
 
ค่าเงิน: 1 ดอลลาร์ไต้หวัน = 1.1 บาทไทย