Feb 14 2018

travel

ไปเที่ยวกัน: ใครๆ ก็ไปปีนัง

1 ใน 13 รัฐแห่งประเทศมาเลเซียแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวบ้านใกล้เรือนเคียงที่คนไทยควรไปเยือนสักครั้งในชีวิต เสน่ห์ของเจ้าเกาะปีนังมีมากมายจนเราอยากให้เพื่อนๆ ได้ไปสัมผัสด้วยสายตาของตัวเอง ใครที่ยังไม่เคยไปก็เตรียมแพ็คกระเป๋าซะ แล้วตามมาเที่ยวกับเราเลย 

 
เกาะเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศ มีเอกลักษณ์ของชาวเอเชียหลากหลายเชื้อชาติ ผสมผสานไปกับวัฒนธรรมของชาวตะวันตกได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ เมืองหลวงของรัฐปีนังหรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ “จอร์จทาวน์” ก็ยังถูกแต่งตั้งจากองค์การ unesco ให้เป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2008 เพราะว่าความโดดเด่นไม่เหมือนใครในด้านภูมิสถาปัตยกรรม พอเราได้มาเห็นกับตาตัวเองเลยไม่แปลกใจว่าทำไมใครๆ ถึงอยากมาปีนังกันอยู่เรื่อยๆ 
 

arty penang

 
 
“ใครมาปีนังแล้วไม่ไปตามหา street art ถือว่ามาไม่ถึง” เจ้าของโฮสเทลที่เราไปพักเกริ่นมาซะขนาดนี้แล้ว เราจะพลาดได้ยังไง จริงๆ แล้วต้องบอกก่อนเลยว่าเหตุผลที่เราอยากมาปีนังนักหนาก็เพราะเจ้า street art ที่สื่อถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คนบนเกาะโดยศิลปินชาวลิธัวเนีย ernest zacharevic นี่แหละ
 
 
จากที่พักของเราบนถนน kimberley นั้นไม่ยากเลยกับการเดินตามหาภาพวาดฝาผนังสีสันสดใสที่เลื่องชื่อ อย่างเช่นภาพ boy on chair ที่ถนน cannon street หรือภาพ kungfu girl ที่ถนน jalan muntri อีกทั้งยังมีศิลปะเหล็กดัดเป็นการ์ตูนล้อเลียนตลกๆ อยู่ทั่วเมืองกว่า 20 ชิ้น เห็นมีเยอะๆ แบบนี้แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะหาไม่เจอ เพราะการท่องเที่ยวปีนังได้ทำแผนที่รวบรวม street art สุดฮิตทั่วทุกจุดไว้ให้แล้ว โดยสามารถหยิบได้ฟรีตามที่พัก โรงแรม พิพิธภัณฑ์ หรือแกลอรี่ต่างๆ ได้รอบเกาะเลยล่ะ

 
 
 
เสร็จแล้วก็แวะไป camera museum (49 lebuh muntri เวลาทำการ ทุกวัน 9:30-18:30 น.) แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันสักหน่อย ใครที่ชื่นชอบกล้องและการถ่ายภาพจะต้องชอบพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แน่นอน ลองจินตนาการว่าเราได้ไปอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยกล้องโบราณตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า ตั้งแต่สมัยกล้องฟิล์ม จนมาถึงกล้องดิจิตอลในยุคปัจจุบัน แถมยังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้ทำ อย่างเช่น การลองส่องกล้องรูเข็มโบราณ หรือทัวร์ห้องมืดสำหรับล้างฟิล์ม โดยมีค่าเข้าชมเพียงท่านละ 20 ริงกิตเท่านั้น พร้อมมีไกด์ทัวร์ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของกล้องให้เราฟังแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายทุกชั่วโมงอีกด้วย
 
 
ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ หากเพื่อนๆ คนไหนโชคดีไปตรงกับวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ก็จะได้พบกับตลาดนัดศิลปะ little penang street market (ทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน 10:00-17:00 น. www.littlepenang.com.my) ที่ทอดตัวยาวไปตามถนน upper penang road โดยมีสินค้าไอเดียสร้างสรรค์ทั้งจากชาวท้องถิ่นและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ที่นั่นให้ได้เดินชมและเลือกซื้อกันเพลินๆ แถมยังมีการแสดงศิลปะพื้นเมืองและดนตรีสดให้ชมประปรายตามรายทาง เพิ่มสีสันและความมีชีวิตชีวาให้กับทริปเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
 

city of architecture

 
 
ด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติของเจ้าบ้านที่เราได้กล่าวถึงข้างต้น เกาะแห่งนี้จึงถูกรายล้อมไปด้วยศาสนสถานที่สำคัญและสวยงามหลายแห่ง เช่น มัสยิดกัปปิตันเคลลิง (kapitan keling mosque, 14 jalan buckingham, george town) สร้างขึ้นโดยมุสลิมชาวอินเดียตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 โดยมีความโดดเด่นที่ตัวโดมขนาดใหญ่ และศิลปะแบบมัวร์ ถือว่าเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในปีนัง
 
 
นอกจากนี้ยังมีวัดเค็กลกซี (kek lok si) (1000-L, tingkat lembah ria 1, 11500 ayer itam) วัดเจ้าแม่กวนอิมอายุกว่า 120 ปี ที่มีไฮไลท์เป็นเจดีย์พระพุทธเจ้า 10,000 พระองค์ และว่ากันว่าเป็นวัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังมีวัดแขกและโบสถ์คริสต์ให้เห็นอยู่ทั่วไปอีกด้วย
 
 
ในด้านของสถาปัตยกรรม ลองแวะไปชมความสวยงามของ penang city hall (jalan padang kota lama, george town) ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1903 โดยมีความน่าสนใจอยู่ที่ตัวอาคารสีขาวตระหง่านที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบ edwardian baroque ซึ่งเป็นที่แพร่หลายทั้งในอังกฤษและประเทศอานาณิคม อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก fort cornwails (jalan tun syed sheh barakbah, george town) ป้อมปราการตั้งแต่สมัยอังกฤษเข้ามาตั้งรกรากบนเกาะ และยังถือว่าเป็นป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย นอกจากนี้ jubilee clock tower (lebuh light, george town) และ queen victoria memorial clock tower หอนาฬิกาสไตล์มัวร์ ขนาดสูง 48 เมตรตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ในระยะสายตาให้รับชมอีกด้วย
 

alternative penang

 
 
penang hill (perbadanan bukit bendera, jalan stesen bukit bendera, air itam.) ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้าชมกันอย่างล้นหลาม ด้วยทิวทัศน์อันสวยงามของเกาะปีนังแบบพาโนรามาจากยอดเขาที่สูงประมาณ 907 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และการโดยสารรถรางขึ้นสู่ยอดเขา จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่เราจะเจอกับฝูงชนจำนวนมหาศาลในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แถมยังต้องรอคิวขึ้นรถรางที่ยาวเหยียดที่กินเวลาเกินกว่า 1 ชั่วโมง (ค่ารถรางไป-กลับท่านละ 30 ริงกิต) แต่ถ้าเพื่อนๆไม่ค่อยสนใจวิวมุมสูงสักเท่าไหร่ เราว่าบอกปัดที่แห่งนี้ไปก็ไม่เสียหาย
 
 
หมู่บ้านชาวประมง chew jetty (chew jetty, weld quay, george town) เป็นชุมชนเล็กๆที่อัดแน่นไปด้วยเรือนไม้ยกพื้นสูงและเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเลและร้านรวงขายของที่ระลึกตลอดสองข้างทาง ด้วยความที่มันค่อนข้างห่างจากถนนใหญ่ เลยไม่มีเสียงรถเสียงแตรมากวนใจ แถมยังมีลมทะเลพัดมาเบาๆ เราไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ บรรยากาศดีอย่าบอกใครเลยล่ะ
 

street food vs cafe-hopping

 
 
เรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นสตรีทฟู้ด คาเฟ่ชิคๆ จนไปถึงร้านอาหารสุดหรู บอกเลยว่าปีนังก็ไม่เป็นสองรองใคร เราขอแนะนำ (แกมบังคับ) ให้ไปลองชิม wanton mee ที่หน้าตาคล้ายบะหมี่หมูแดงบ้านเรา แต่มีเกี๊ยวหมูและน้ำซุบสีดำรสชาติหวานมันที่ใครได้ลองก็ต้องติดใจไปซะทุกราย หรือจะเป็น lor bak ของทอดหลากชนิด อย่างเต้าหู้ ไส้กรอก ลูกชิ้นปลา ขนมจีบ และอีกมากมายให้เลือกสรร เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มสูตรเข้มข้นให้ดิปกันแบบไม่อั้น พิกัดจานเด็ดเหล่านี้อยู่ที่ chulia street night hawker stalls (lebuh chulia, george town เวลาทำการ ทุกวัน 18:00-00:00น.)  นอกจากนี้ อาหารเลื่องชื่ออย่าง นาซิเลอมัก ลักซาเลอมัก โรตี หรือโรจัก ยังหาทานได้ทั่วไป ถ้าเทียบกับปริมาณที่ได้แล้ว เราว่าราคาก็ไม่แพงด้วยนะ
 
 
 
วงการคาเฟ่ที่ปีนังก็ไม่น้อยหน้ากรุงเทพฯแต่อย่างใด เพราะมีร้านชิคๆ ให้ชาวฮิปสเตอร์แวะเวียนกันไปอุดหนุนมากกว่าร้อยแห่ง เพื่อนๆ สาย cafe hopping ลองแวะไปชิมเบเกอรี่หอมกรุ่นจากเตาที่ rainforest bakery (300 lebuh chulia, george town เวลาทำการ จันทร์-เสาร์ 10:00-21:00 น.) แล้วเดินต่อมายังถนน love lane นั่งพักจิบกาแฟในร้านน่ารักๆ อย่าง micke’s place (42, lorong love, george town เวลาทำการ ทุกวัน 12:00-03.00 น.) หรือ love & latte (86 love lane, 10200, george town เวลาทำการ 9:00-22:00 น.) เอาจริงไม่ว่าจะเดินไปถนนเส้นไหนก็มีคาเฟ่ดีๆ น่าลองเต็มไปหมดแหละ
 

roaming around

 
 
เราว่าการเดินทางบนเกาะปีนังไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมีทั้งจักรยานให้เช่า หรือใครอยากลองนั่งสามล้อชมเมืองก็สนุกไปอีกแบบ ส่วนเราเลือกโดยสารรถเมล์เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและราคาน่าคบหาที่สุด รถ cat shuttle bus ของที่นี่นั่งฟรีนะ แต่ถ้าจะนั่งสายอื่นต้องคอยมองหาป้ายรถเมล์กันหน่อย เพราะที่นี่ไม่มีเก้าอี้ให้นั่งรอหรือสิ่งใดๆ ที่บ่งบอกว่าเป็นป้ายรถเมล์ เราสังเกตุเอาว่าถ้าริมถนนตรงไหนมีชาวบ้านยืนอยู่เป็นกลุ่มก็จะเข้าไปถามเขาว่าที่นี่คือป้ายรถเมล์ใช่ไหม ทุกคนเป็นมิตรและเต็มใจที่จะช่วยเหลือมากๆ แถมยังสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีตั้งแต่วัยรุ่นไปยันวัยคุณลุงคุณป้ากันเลยทีเดียว เอ้อ! ควรเตรียมเศษเหรียญให้พอดีด้วยล่ะ เพราะพี่โชเฟอร์เขาไม่ทอนเงินให้นะ 
 
 
 
เรามั่นใจว่าใครที่ชื่นชอบงานศิลปะจะต้องหลงรักที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนมากมายตามผนังและกำแพงทั่วเมือง งานศิลปะเหล็กดัดตามถนน แกลอรีที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย หรืออาคารบ้านเรือนสีสันสดใสทั้งทรงเปอรานากันและโคโลเนียลที่เรียงรายไปรอบเกาะอย่างสวยงาม แถมสภาพอากาศก็ไม่แตกต่างจากบ้านเราเท่าไหร่นัก โดยทั่วไปมักจะร้อนกว่าซักหน่อย และจะมีฝนตกชุกในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนเท่านั้นเอง
 

from bangkok to penang

 
 
ส่วนเรื่องการเดินทาง เราสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังปีนังได้หลากหลายวิธี ถ้าใครชอบความสะดวกสบายก็สามารถบินมาลงสนามบินนานาชาติปีนังได้เลย หรือจะบินมาลงท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่แล้วนั่งรถตู้ต่อไปยังจอร์จทาวน์ก็ได้ ส่วนตัวเราที่ชื่นชอบประสบการณ์การเดินทางแบบสโลวไลฟ์ก็ขอเลือกที่จะขึ้นรถไฟจากสถานีหัวลำโพงสู่สถานีบัตเตอร์เวอร์ธ ณ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งก็ไม่ทำจะให้เราผิดหวังในเรื่องของความสโลวจริงๆ เพราะเป็น 20 ชั่วโมงที่แสนยาวนานและหนาวเหน็บไปกับแอร์ในตู้นอน แต่เราว่ามันคุ้มค่ากับวิวสวยๆ ตามชุมทางรถไฟสายใต้ที่เต็มไปด้วยป่าไม้และทุ่งนาสีเขียวขจีที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันในเมืองใหญ่สักเท่าไหร่

 
 
มาถึงบรรทัดนี้แล้ว เราหวังว่าเพื่อนๆ จะรู้จักปีนังมากขึ้น และไม่ลังเลที่จะออกไปสัมผัสเกาะแห่งนี้ด้วยตัวเองสักครั้ง หรือกลับไปอีกหลายๆ ครั้งได้ยิ่งดี! ครั้งหน้าเราจะพาไปเที่ยวที่ไหน อย่าลืมติดตามกันล่ะ
 
*1 มาเลเซียริงกิต = ประมาณ 8.5 บาทไทย