Jul 13 2017

travel

คุยกับนิวเจนฯ แห่งน่านนครกับงานสานต่อ "ผ้าทอ" ที่เราไม่อยากให้สูญหาย

อีกด้านของเมืองน่าน

"น่านซิ่น ไม่สิ้นน่าน"

 
ถ้าอยากจะสัมผัสความเนิบช้าของเมืองน่านแบบลึกไปถึงรากแก่นของวัฒนธรรมในฉบับที่นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจมองข้าม เราอยากพาไปทำความรู้จักกับ "ผ้าทอ" หนึ่งในอัตลักษณ์ที่สำคัญและขลังที่สุดแห่งน่านนคร ที่ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด แถมยังมีอะไรให้เราเซอร์ไพร์สอีกมากมาย
 
อาจจะพูดได้ว่าหัวใจของชาวน่านคือผ้าซิ่นทอมือที่ถักทอเอาทั้งประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และตัวตนทั้งหมดของเมืองน่านไว้ด้วยกัน ผ่านความละเมียดละไมในทุกกระบวนการตั้งแต่ปลูกฝ้าย นำมาปั่น ย้อมสี ไปถึงจนออกแบบลายทอประจำชุมชน 
 
 
ในสายตาของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่อย่างเรา นี่อาจเป็นความคุ้นชินจนกลายเป็นผลักไสความดีงามของผ้าทอน่านออกไปไกลจากแพลนท่องเที่ยว สิ่งที่เราอยากมานำเสนอวันนี้ คือข้อเท็จจริงที่ว่า "ผ้าทอ" ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ "ความเชย" และยังมีคนรุ่นใหม่ที่น่าสนับสนุนอีกมากที่หลงรักสเน่ห์ของผ้าทอน่านและตั้งใจจะสืบสานต่อไป
 
วันนี้เราเลยอยากชวนมาเที่ยวน่านแบบไม่เหมือนใคร กับการแวะไปเยี่ยมชุมชนผ้าทอของชาวน่าน พร้อมพูดคุยทำความรู้จัก Young Generation รุ่นใหม่ไฟแรงที่มาพร้อมความมุ่งมั่นตั้งใจสานต่องานผ้าทอคราฟต์มือให้อยู่คู่น่านต่อไปทุกเจนเนอร์เรชั่น

โฮงเจ้าฟองคำ

 
 
บ้านโบราณในชุมชนวัดพระเกิดอายุกว่า 100 ปีที่ปัจจุบันเปิดเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์กึ่งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสำหรับบอกเล่าเรื่องราวของ "ผ้าทอน่าน" และวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กัน ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาศึกษา และพูดคุยเพื่อรับฟังเรื่องราวของเส้นทอที่ถักทอสายใยของชีวิตของผู้คนมานานหลายร้อยปี
 
 
ที่นี่เราได้พบกับไต้ฝุ่น - พีระวัฒน์ ถาเป็ง ที่เป็นมากกว่าทายาทของโฮงเจ้าฟองคำ แต่เป็นผู้สืบทอดเทคนิคขั้นสูงของงานปักดิ้นหน้าหมอนโบราณซึ่งครั้งนึงเคยถือว่าเป็นงานคราฟต์ไทยสูญหายไปแล้ว

 
 
การปักดิ้นถมลายนั้น ถือเป็นเทคนิคขั้นสูงที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความสามารถ และความรู้เรื่องศิลปะงานผ้าไทยอย่างลึกซึ้ง เช่นผ้าทอลายปักห้องขแจ ที่ต้องใช้เวลาปักดิ้นด้วยมือมากกว่า 5 เดือน เรียกได้ว่าถ้าไม่มีใจรักและฝีมือจริงๆ ก็คงทำไม่ได้ ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยเองก็หาผู้ชำนาญเทคนิคชนิดนี้ได้น้อยมากเช่นกัน
 
ส่วนเหตุผลที่พี่ไต้ฝุ่นยอมสละเงินเดือนแพงๆ ในเมือง มาสานต่อศิลปหัตถกรรมที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่อาจไม่ได้ให้ค่ามากมายอะไรนัก นอกจากความรักความชอบส่วนตัว ก็คงจะเป็นการได้อนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาพื้นบ้านไว้ไม่ให้สูญหาย โดยถือว่านี่คือความรู้ชั้นครูของจังหวัดน่าน ที่คนเจนเนอร์เรชั่นใหม่ควรให้คุณค่า

บ้านซาวหลวง

 
 
ที่ชุมชนบ้านซาวหลวงคืออีกหนึ่งแหล่งงานคราฟต์สำคัญของน่าน ความพิเศษคือผ้าทอของที่นี่นั้นแสนจะออร์แกนิค เพราะทุกกระบวนการผลิตเริ่มจากสองมือและจบด้วยสองมือ ตั้งแต่เริ่มปลูกฝ้าย เก็บฝ้ายมาปั่น นำไปย้อมสี และสุดท้ายคือนำไปทอด้วยกี่ทอมือ ให้กลายเป็นผ้าลายบ่อสวก เอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่
 
 
ถ้าไม่มาเล่าให้ฟังในวันนี้ก็คงไม่มีใครเชื่อว่าน้องดรีม - กรกกฎ แปงใจ เด็กหนุ่มอายุ 19 สามารถทำทุกขั้นตอนที่ว่ามาได้ด้วยตัวเองอย่างไม่มีที่ติและสามารถดีไซน์ลายผ้าทอยากๆ ได้อย่างชำนาญ โดยน้องดรีมถือเป็นแรงหลักของกลุ่มผ้าทอในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ ด้วยเหตุผลหลักจากความผูกพันในสายใยแห่งผ้าซิ่นของน่าน นี่คือคนรุ่นใหม่อีกหนึ่งคนที่เราพร้อมสนับสนุนและหวังเหลือเกินว่าจะมีคนรุ่นใหม่ความคิดดีแบบนี้อีกเยอะๆ ในประเทศไทย

 
 

ชุมชนศรีมหาโพธิ

 
 
นอกจากพระพุทธรูปปางเปิดโลกทรงเครื่องที่แกะสลักจากไม้ทั้งองค์ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของชุมชนนี้แล้ว หากเราอยากท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์แบบจริงจัง ก็อยากจะแนะนำมาให้ศึกษาผ้าทอของที่นี่ดู
 
ภายใต้การดูแลของแม่เพลินจิต ผู้ใหญ่บ้านฝีปากกล้าที่ได้รื้อเอาลายผ้าทอเก่าของผ้าซิ่นม่าน ซิ่นคำเคิบ และซิ่นป้องมาสร้างองค์ความรู้ต่อให้เด็กๆ รุ่นใหม่ ทำให้เราได้พบกับน้องเบียร์ - สุรพงศ์ เด็กหนุ่มพื้นบ้านอายุ 18 ปี ที่แม่เพลินจิตปลุกปั้นให้เป็นผู้สืบสานงานผ้าทอของชุมชนศรีมหาโพธิต่อไป ความเซอร์ไพร์สเกิดขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดจากปากเด็กรุ่นใหม่อย่างเบียร์เอง ที่บอกเล่าถึงความรักความชอบในลายผ้าทอแบบที่เด็กในเมืองคงไม่มีทางพูดถึง
 
 
ในมุมมองนักท่องเที่ยวจากเมืองใหญ่อย่างเรา การได้มาเห็นทุกขั้นตอนกว่าจะมาเป็นผ้าทอที่ละเอียดอ่อน ผสมรวมกับการได้ศึกษารากเหง้าวิถีชีวิตของคนที่ทอมันขึ้นมา ดูจะเป็นการท่องเที่ยวในสไตล์ที่สร้างสรรค์ไม่เหมือนใครและได้อะไรกลับไปมากกว่าที่คาดหวัง

 
แต่หากการท่องเที่ยวอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอให้เราสามารถชุบชีวิตผืนผ้าซิ่นแห่งน่านกลับมาได้ สิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรทำในตอนนี้อาจจะเป็นการเริ่มมองงานผ้าทอให้เป็นงานคราฟต์ที่น่าสนใจ และช่วยกันต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์ มากกว่าจะมามัวคิดว่าเป็นงานหัตถศิลป์อันล้าสมัยและแสนจะเชย  ซึ่งนั่นอาจหมายถึงวลีที่ว่า "น่านซิ้น ไม่สิ้นน่าน" ต้องการแรงผลักดันจากคนรุ่นใหม่อย่างเรามากกว่าที่คิด